เมื่อไม่นานมานี้ ดิฉันได้รับเชิญ ไปบรรยายที่เมือง Bonn ประเทศเยอรมันนีเลยมีโอกาสได้ไปเยี่ยมบ้านเกิดของ Ludwig van Beethoven
หนึ่งในตำนานแห่งศิลปินดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ได้เข้าไปเดินชมบ้านเกิดของเขาก็ไม่ได้เห็นว่าบ้านเขาต่างไปจากคนอื่นมากมายนัก เป็นบ้านที่ค่อนข้างเล็กเสียด้วยซ้ำ ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันอย่างดีว่าเขาเองก็ไม่ได้มาจากครอบครัวร่ำรวยอันใด แต่ด้วยความที่คุณพ่อของเขาก็เป็นนักดนตรีเลยเป็นแนะนำ Beethovan ให้รู้จักกับสุนทรียภาพแห่งดนตรีตั้งแต่วัยเยาว์ เขาเริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่อายุได้เพียง 4ขวบ และเขาก็ฝึกฝนทุกวัน มีบางวันเขาฝึกดนตรีติดพันจนไม่ทานข้าวเย็นแต่กลับฝึกตลอดคืนเสียอีก จนกระทั่งโบสต์แถวนั้นก็มาจ้างเขาไปเล่น organ (เป็นเครื่องดนตรีคล้ายๆ เปียโน ที่ต้องใช้ทั้งมือและขาในการเล่น) แต่ด้วยความที่เขายังเป็นเด็กและขายังยาวไม่พอที่จะยีบ pedals ของ organ ได้ ทางโบสต์เลยต้องสร้าง organ ให้เขาโดยเฉพาะ ด้วยการหมั่นฝึกฝนของ Beethoven ทำให้เขาได้โอกาสต่างๆ ในชีวิตมากมายไม่ว่าจะเป็นทุนการศึกษาเพื่อไปเรียนดนตรีในต่างประเทศ การที่ได้เพื่อนใหม่ๆที่ช่วยเหลือเกือกูลชีวิตของเขา ถึงแม้ว่าในตอนหลังเขาเริ่มสูญเสียการได้ยิน เขาก็ไม่เคยที่จะหยุดฝึกฝนตนเอง ในที่สุดเขาก็สูญเสียการได้ยินทั้งหมดแต่เขาก็ไม่เคยเอาความพิการในการได้ยินเป็นกำแพงกั้นเขาจากความสำเร็จ เขายังเพียรที่จะผึกซ้อมจนเขาประสบความสำเร็จเป็นตำนานต้นแบบของนักดนตรีมาถึงปัจจุบัน
เมื่อดิฉันเดินออกมาจากบ้านของ Beethoven พร้อมกับความทึ่งในความสามารถและความมุ่งมั่นฝึกฝนของเขา ดิฉันก็ได้นึกถึงหนังสือเรื่อง Outliers ของ Malcom Gladwell ที่เคยได้พูดถึงความสำคัญของการฝึกฝนต่อความสำเร็จ โดยได้อ้างถึงงานวิจัยของนักจิตวิทยา K Anders Ericsson และคณะจาก Berlin’s elite Academy of Music ที่ได้เปรียบเทียบนักเปียโนที่เป็นได้แค่นักเปียโนสมัครเล่นกับนักเปียโนที่ประสบความสำเร็จจนเป็นนักเปียโนอาชีพว่าความแตกต่างกันอย่างไร ผลปรากฎว่านักเปียโนสมัครเล่นฝึกซ้อมเปียโนแค่ไม่เกิน 3 ชัวโมงต่อสัปดาห์และไม่เพิ่มจำนวนการซ้อมเมื่อโตขึ้น ในขณะที่นักเปียโนที่ประสบความสำเร็จจนได้เป็นมืออาชีพจะเพิ่มชั่วโมงฝึกฝนจนเมื่ออายุ 20 ปีจะมีชั่วโมงฝึกฝนทั้งหมดถึง 10,000 ชั่วโมง ถึงแม้เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าพรสวรรค์ก็เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ แต่คนที่มีแต่พรสวรรค์จะไม่มีทางสำเร็จได้โดยปราศจากการฝึกฝนอย่างแน่นอน
จริงๆ แล้วการหมั่นฝึกฝนไม่ได้สำคัญแค่กับอาชีพเฉกเช่นนักดนตรีเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วดิฉันเชื่อว่าการหมั่นฝึกฝนสำคัญกับทุกอาชีพ ขออนุญาตยกตัวอย่างจากคนสนิทข้างกายซึ่งเป็นอาจารย์แพทย์ทางศัลยกรรมกระดูกทางด้านโรคข้อเสื่อม(อ.นพ. สาธิต เทื่ยงวิทยาพร) เคยสงสัยว่าทำไมเขาผ่าตัดคนไข้วันละ 3-4 เคสได้อย่างรวดเร็ว และผลลัพท์ของคนไข้ออกมาอย่างยอดเยี่ยม สามารถลุกเดินด้วยเครื่องพยุงเดินภายใน 24 ชั่วโมงและสามารถเดินได้โดยไม่ใช้เครื่องช่วยเดินไม่เกินสองสัปดาห์ ด้วยความขี้สงสัยของนักวิทยาศาสตร์อย่างเรา ดิฉันก็ได้สัมภาษณ์เขาถึงเคล็ดลับความเชี่ยวชาญขนาดนี้ ปรากฏว่ากว่าที่จะมีวันนี้ได้ คุณหมอต้องผ่านการฝึกฝนจากการเป็นแพทย์ศัลยกรรมกระดูกทั่วไป ต่อด้วยศัลยกรรมกระดูกเฉพาะทางด้านข้อเสื่อมทั้งที่ในและต่างประเทศ ที่ผ่านมาผ่านเปลี่ยนเข่าและสะโพกมากกว่าพันราย รวมถึงการที่คุณหมอต้องสอนทั้งนักศึกษาแพทย์ แพทย์ใช้ทุน และแพทย์เฉพาะทาง การสอนนี่เอง ก็เป็นอีส่วนที่ช่วยให้คุณหมอได้ทบทวนวิชาความรู้ เพราะจะต้องรู้จริงถึงสอนคนอื่นได้ ที่สำคัญยังต้องคอยไปเก็บเกี่ยววิทยาการใหม่ๆ จากงานประชุมในต่างประเทศเพื่อเพิ่มพูนความรู้และนำมาประยุกต์ใช้กับคนไข้ไทยอีกด้วย ถึงแม้คุณหมอจะเรียนจบมาหลายปีแล้ว คุณหมอก็ยังไม่เคยหยุดที่จะฝึกฝนและเพิ่มพูนศักยภาพให้ตนเองเสมอ นี่ก็คงเป็นอีกตัวอย่างของเคล็ดลับความสำเร็จจากการหมั่นฝึกฝนที่ดี (ยิ่งฟัง ดิฉันก็ยิ่งทึ่งและภูมิใจในคนใกล้ตัวเป็นอันมาก)
เขียนมาถึงจุดนี้ ดิฉันย้อนกลับไปนึกถึงวันแรกที่ต้องมาเขียน column Push the Limit เมื่อหลายเดือนก่อน ต้องยอมรับว่าเป็นการเขียนที่ยากมากเพราะด้วยอาชีพการงานแล้ว ดิฉันไม่ค่อยต้องเขียนอะไรเป็นทางการด้วยภาษาไทยเท่าไร และที่ต้องเขียนก็มักจะเป็นทางวิชาการและทางวิทยาศาสตร์เสียมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉนัดเพราะได้ทำมาเป็นเวลานาน การที่จะเขียนเรื่องลงหนังสือพิมพ์เช่นนี้ ดิฉันไม่เคยทำมาก่อน พอทางกรุงเทพธุรกิจทาบทามและเกลี่ยกล่อมให้ลองทำด้วยเจตนารมณ์ที่จะได้เป็นกำลังใจให้คนไทยสู้กับชีวิตเพื่อไปสู่ความสำเร็จ ดิฉันก็อึดใจสู้เพราะอยากมีส่วนร่วมให้พี่น้องชาวไทยประสบความสำเร็จ ประเทศชาติของเราจะได้เจริญยิ่งๆ ขึ้น ด้วยความตั้งใจนั้น ดิฉันจึงเริ่มฝึกฝนที่จะเขียน ต้องเรียนตามตรงว่าแต่ละต้นฉบับถูกเขียนแล้วเขียนเล่า บางฉบับก็ไม่ถูกใจดิฉันเสียที กว่าที่จะได้มาเป็นฉบับที่อยู่ในมือคุณผู้อ่านได้ทุกๆ เดือนดิฉันว่ายากกว่างานวิจัยที่ดิฉันทำเสียอีก แต่ก็ต้องเรียนคุณผู้อ่านอีกนั่นแหล่ะว่า แต่ละครั้งที่เขียนก็จะรู้สึกว่าง่ายขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าดิฉันได้ฝึกการเขียนมากขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง ถึงแม้ว่าดิฉันคงต้องฝึกฝนการเขียนไปอีกยาวนานกว่าที่จะเป็นนักเขียนมืออาชีพได้ แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากจะมีส่วนร่วมในการทำดีคืนกับสังคม ดิฉันก็จะไม่ท้อและจะฝึกฝนกันต่อไป
ดิฉันเชื่อมั่นว่าถ้าหมั่นฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม "คุณก็ทำได้"
ปล. เพื่อช่วยให้ดิฉันได้ปรับปรุงการเขียน ดิฉันจะขอบพระคุณมากถ้าท่านผู้อ่านจะเสียเวลาช่วยติชม โดยส่งความเห็นต่อบทความนี้ที่เมล์ [email protected] สำหรับผู้อ่าน 10 ท่านแรก ที่อยู่ไว้ให้ ดิฉันจะส่งหนังสือ "50 สาระชนะเข่าเสื่อม" เขียนโดย นพ. สาธิต เที่ยงวิทยาพร ไปให้ถึงบ้านค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้านะคะ






