หากดูแนวทางของเศรษฐกิจชาติยักษ์ใหญ่ในโลก ช่วงเวลาที่ผ่านศักราชใหม่มาได้เกือบครึ่งเดือน แนวโน้มดูดีกว่าปีที่แล้ว
อย่างยูโรโซน หรือประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร ซึ่งปีที่ผ่านมาเจอศึกหนัก เพราะถูกจับจ้องตลอดว่าจะมีสมาชิกชาติไหนหลุดจากการสมาชิก หรือชาติไหนต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากภายนอกเพื่อนำไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือไม่ ปรากฏว่ามาปีนี้กระแสต่างๆ บรรเทาลงไป หลังจากยูโรโซนผนึกกำลังกันแก้ไข ทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและระยะยาว รวมถึงการที่ธนาคารกลางยุโรปออกโรงประกาศว่าจะซื้อพันธบัตรของประเทศที่ประสบปัญหาด้วย
สถานการณ์ที่บรรเทาเบาบางลง ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ คาดการณ์ว่ายูโรโซนอาจหลุดพ้นจากวิกฤติหนี้ได้ภายในปีนี้ ที่แน่ๆ คือความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อการบริหารจัดการของยูโรโซนนั้น จะกลับมาอีกครั้งหากบรรดาสมาชิกยูโรโซน เดินหน้าปรับเศรษฐกิจให้สมดุล ทั้งผ่านแนวทางปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ และลดการขาดดุลลงอีก ซึ่งเป้าหมายนี้แม้ฟังดูท้าทาย แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงสำหรับชาติยุโรป กระนั้น ยังมีจุดที่ยังต้องระวังอยู่ นั่นคือความเสี่ยงที่อาจมาพร้อมการปรับโครงสร้างต่างๆ โดยหนึ่งในผลพวงของการปรับโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในยูโรโซนนั้น ทำให้อัตราว่างงานพุ่งสูงถึง 11.8% ไปแล้ว อันเท่ากับว่าชาวยูโรโซนเกือบ 19 ล้านคนไม่มีงานทำ
ในส่วนของจีนซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก ก็รายงานว่าปีที่แล้วตัวเลขได้เปรียบดุลการค้าทะยานขึ้นกว่า 48% จากปีก่อนหน้านั้น จนอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบ 4 ปีที่กว่า 231,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นผลจากการนำเข้าที่ขยายตัวไม่มากนัก เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ในภาพรวมของการค้าจีนนั้น ปรากฎว่าขยายตัวเพียง 6.2% เมื่อปีที่แล้ว อันนับว่าต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ 10% ผลจากการฟื้นตัวที่ล่าช้าของเศรษฐกิจโลก ความต้องการในตลาดระหว่างประเทศที่อ่อนตัว และแรงกดดันที่มีต่อเศรษฐกิจจีนเอง ปัจจัยลบทั้งหลายที่มีผลต่อการค้าของจีนนั้น ยังดำเนินต่อเนื่องมาถึงปีนี้ แต่ปัจจัยบวกก็มีเช่นกัน เพราะทั้งจีนและประเทศต่างๆ พยายามกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดว่าปีนี้ การค้าน่าจะดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว
ในส่วนของสหรัฐ แม้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจดำเนินไปค่อนข้างต่อเนื่อง แบบไม่หวือหวามากนัก แต่จุดสนใจกลับไปอยู่ที่การเจรจาทำข้อตกลงต่างๆ ระหว่างทำเนียบขาวกับพรรครีพับลิกัน ซึ่งแม้สามารถแก้ปัญหา "หน้าผาการคลัง" แต่ก็ไม่ลุล่วงทั้งหมด เพราะยังมีเรื่องการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ ที่ต้องหารือกันอีกภายในปลายเดือนกุมภาพันธ์ อีกทั้งยังต้องเจรจาเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาลขึ้นจากระดับ 16.4 ล้านล้านดอลลาร์ ไม่เช่นนั้นสหรัฐก็จะผิดนัดชำระหนี้ โดยครั้งสุดท้ายที่ทำเนียบขาวกับสภายังตกลงกันเรื่องหนี้กันไม่ได้ และกว่าจะสำเร็จก็ในนาทีสุดท้ายนั้น บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือแห่งหนึ่งก็ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงไปเสียแล้ว
ดังนั้น แม้มีแนวโน้มที่สดใสอยู่สำหรับปีนี้ แต่ปัญหาหรือปัจจัยเสี่ยงก็ยังไม่หมดไปเสียทีเดียว จึงทำให้วางใจไม่ได้นักว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในโลกนั้น จะมีแต่เอื้อต่อไทย เพราะไทยเองนั้น ก็มีปัญหาในประเทศที่ต้องสะสางอยู่เช่นกัน และก็ควรดูแลแก้ไขประเด็นต่างๆ ให้ลุล่วงโดยเร็ว เพราะหากสถานการณ์ภายในมาผสานกับความผันผวนภายนอกที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ การรับมืออาจต้องอาศัยความพยายามมากขึ้นเป็นสองเท่า






