ตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน ผ่านจากคุณสุรินทร์ พิศสุวรรณของไทย ไปที่รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศเวียดนาม
“เลอลวงมินห์” อย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้
ขณะที่กัมพูชาก็ยื่นตำแหน่งประธานหมุนเวียนอาเซียนผ่านไปที่บรูไน
เป็นการเปลี่ยนมือในสมาคมเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตและการเมืองระหว่างจีนกับเวียดนาม, ฟิลิปปินส์, บรูไนกับมาเลเซียว่าด้วยกรณีพิพาทเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้
สภาวะอย่างนี้จึงท้าทายฝีมือการประสานงานของเลขาธิการอาเซียนคนใหม่อย่างยิ่ง เพราะเวียดนามกับจีนมีความระหองระแหงประเด็นทะเลจีนใต้ค่อนข้างเปิดเผย
ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา มีกลุ่มคนออกมาเดินขบวนต่อต้านจีนในเวียดนามอย่างเอิกเกริก ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยจะได้เห็นในประเทศที่พรรคคอมมิวนิสต์ยังควบคุมความเคลื่อนไหวของชาวบ้านอย่างเข้มงวด
บรูไนซึ่งเป็นประธานอาเซียนก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีปัญหากับจีนในทะเลจีนใต้แม้ว่าจะไม่ค่อยจะโฉ่งฉ่างเหมือนเวียดนามและฟิลิบปินส์
เลขาฯอาเซียนคนใหม่ในฐานะมาจากเวียดนามจึงเล่นบทบาทใหม่ค่อนข้างลำบาก เพราะจะต้องดำรงความเป็นกลางเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับประเทศ “หุ้นส่วน” ทั้งหลาย
หนีไม่พ้นว่าปักกิ่งจะต้องมองเลขาธิการอาเซียนคนใหม่ด้วยความคลางแคลงใจในระดับหนึ่ง และไม่ว่านายเลอลวงมินห์จะระมัดระวังตัวในการดำเนินบทบาทของตนอย่างไรก็หนีไม่พ้นว่าหากมีการเผชิญหน้าระหว่างจีนกับเวียดนามรอบใหม่, เขาก็จะตกอยู่ในฐานะลำบากที่จะต้องทำหน้าที่ให้มีดุลถ่วงที่เหมาะสมและไม่เป็นที่ครหาของฝ่ายใด
สำหรับคนที่เคยเป็นเอกอัครราชทูตเวียดนามประเทศสหประชาชาติด้วย นี่เป็นจังหวะที่ต้องเดินไต่ลวดกันพอสมควร
คุณสุรินทร์ได้แสดงความห่วงใยก่อนจะหมดเทอมว่าปัญหาในทะเลจีนใต้นั้นหากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วนก็จะกลายเป็นหอกข้างแคร่ที่สร้างความร้าวฉานในภูมิภาคนี้อย่างน่าเป็นห่วง
ถึงกับเปรียบเป็น “ปาเลสไตน์” ของภูมิภาคนี้ ซึ่งก็หมายถึงปัญหาที่จะยืดเยื้อ, บั่นทอนและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการเมืองในย่านนี้อย่างยิ่ง
แต่คุณสุรินทร์ก็ไม่ได้เสนอว่าอาเซียนกับจีนจะหาทางยุติปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร เพราะยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำเท่าไหร่
แม้จะมีการพูดจากันหลายรอบในระดับต่าง ๆ ว่าด้วย “กติกามารยาท” หรือ Code of Conduct ระหว่างจีนกับอาเซียนในการป้องกันไม่ให้เกิดการบานปลายของความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ แต่ผลที่ได้มาก็เพียงข้อตกลงในหลักการว่าต่างฝ่ายต่างจะใช้วิธีการเจรจาอย่างสันติ, หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง, และจะร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นมิตร
แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีใครเชื่อความจริงใจของใครเท่าไหร่นัก ตรงกันข้ามยังมีข่าวคราวว่าเรือประมงและเรือลาดตระเวณของฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ล่วงล้ำน่านน้ำของอีกฝ่ายหนึ่งจนเกิดการปะทะบ้าง เผชิญหน้าบ้าง เป็นการตอกย้ำว่าบรรยากาศในแถบนี้ยังตึงเครียดอยู่ไม่น้อย
คุณสุรินทร์เขียนไว้ในหนังสือ “อาเซียน: รู้ไว้ได้เปรียบแน่” ที่เพิ่งวางตลาดเมื่อเร็ว ๆ นี้ตอนหนึ่งว่า
“....ในที่สุดจึงมีเอกสารเรียกว่า The Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea (DOC) ซึ่งเป็นเอกสารที่ให้กรอบในการปฏิบัติต่อปัญหานี้ว่าทุกประเทศจะใช้วิธีการแก้ปัญหาอย่างสันติ ซึ่งกว่าที่เอกสารฉบับนี้จะออกมาได้ ก็ต้องใช้เวลาทำเอกสาร guideline ซึ่งเป็นเอกสารที่มีเนื้อหาแค่หน้าเดียว แต่ใช้เวลาทำถึง 9 ปี...”
คุณสุรินทร์เล่าเบื้องหลังของเรื่องนี้ว่าข้อที่เป็นปัญหาใน guideline คือข้อสอง ซึ่งอาเซียนบอกว่าประเทศสมาชิกอาเซียนจะคุยกันก่อนแล้วค่อยไปเจรจากับจีน
แต่จีนแย้งว่าคุณจะคุยกันก่อนหรือไม่เป็นเรื่องของคุณ ทำไมต้องใส่มาในเอกสาร จีนไม่ยอมให้ใส่ ซึ่งนัยยะของจีนคือ เขายอมรับว่าอาเซียนเป็น forum คือที่ประชุมที่จะพูดคุยกันในเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่เรื่องของอาเซียน แต่เป็นเรื่องของสี่ประเทศที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรง
คุณสุรินทร์บอกว่าประเทศไทยอาจจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียเรื่องนี้โดยตรง แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็จะได้รับผลกระทบ เพราะการเดินเรือขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังเอเชียตะวันออกต้องผ่านเส้นทางนี้
และต้องไม่ลืมว่าไทยเรามีตำแหน่งเป็น “ผู้ประสานงาน” ระหว่างอาเซียนกับจีนด้วยอีกฐานะหนึ่ง
หากเอเชียตะวันออกเช่นจีน ญี่ปุ่น เกาหลีซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบ ก็จะกระทบกันทั้งโลก
“นี่จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนสนใจ อเมริกาก็สนใจ และลงมากดดันเรื่องนี้” คุณสุรินทร์บอก
และทิ้งท้ายในบทความเรื่องนี้อย่างน่าสนใจว่า
“แค่ในหลักการว่าใครจะคุยกับใครก่อนยังยากที่จะตกลงกันได้ นับประสาอะไรกับการแบ่งปันเขตแดนทางทะเลซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อย จะอ้างอิงกฎหมายทางทะเลฉบับไหนก็เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันต่อไป...”
ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องจับตาดูความเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งประธานและเลขาธิการอาเซียนที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ กันอย่างรอบด้าน
ห้ามคลาดสายตากันเลยทีเดียว





