วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แร่ใยหิน “ปลอดภัย” เฉพาะในไทยที่เดียว ?

ช่วงนี้เป็นกระแสกันทีเดียว เมื่อมีโฆษณาไม่ทราบฝ่าย ออกอากาศทางวิทยุ อสมท. ระบุว่ายังไม่พบผู้ป่วยหรือตายจากแร่ใยหินในประเทศไทย

ก่อนอื่นต้องบอกว่า แร่ใยหินที่ชื่อเหมือนจะไกลตัวและไม่เกี่ยวข้องกับเรานั้น บางคนอาจจะคิดว่าเกี่ยวกับคนงานเหมือง หรือเกี่ยวกับคนงานในโรงงานเท่านั้น แต่ที่จริงก็ยังอยู่รอบตัวเราด้วยครับ เช่น กระเบื้องมุงหลังคา ท่อน้ำ ผ้าเบรก วัสดุต่างๆ ที่ต้องการความทนทาน ทั้งนี้ เทคโนโลยีในปัจจุบันเราสามารถหาสารที่มาใช้แทนแร่ใยหินได้ ในต้นทุนที่ไม่แตกต่างกันมาก แต่อย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ แม้หลายประเทศจะแบนการใช้แร่ใยหินไปแล้ว แต่ในประเทศไทยก็ยังคงมีการใช้งานอยู่ ดังที่มีการโฆษณาที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

อนึ่ง ผลกระทบมีอะไรบ้าง ... อยากให้ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าผลึกของแร่ใยหินเป็นรูปเข็ม เมื่อสูดดมเข้าไป มันเปรียบเหมือนเนื้อเยื่อปอดต้องรองรับเข็มนับล้านที่กระหน่ำโจมตี ดังนี้เอง ในต่างประเทศจึงมีการรายงานว่ามีการพบโรคปอดอักเสบ และโรคมะเร็งปอด จากแร่ใยหิน หลายรายเป็นอันตรายถึงชีวิต ... เอาละ ถึงแม้บอกว่าจะยังไม่พบผู้ป่วยหรือตายในประเทศไทย (ถ้าเชื่อตามนั้น) แต่ปอดคนไทยก็ใช่ว่าจะต่างจากชาติใดในโลก เป็นปอดมนุษย์เหมือนกัน ก็น่าอนุมานได้ว่าคงเลี่ยงอันตรายไม่พ้น

ที่นี้ จึงจะมาเล่าประสบการณ์ความเจ็บป่วยจากแร่ใยหิน และการต่อสู้เพื่อให้ได้ความเป็นธรรม จากต่างประเทศ เผื่อว่าอาจเป็นอุทาหรณ์สอนใจ

คดีแรกเป็นคดีใหญ่มากครับ ที่อิตาลี คดีล่าสุดนี้ เพิ่งมีคำตัดสินเมื่อประมาณกลางปีที่ผ่านมา โดยศาลประเทศอิตาลีพิพากษาให้ Eternit ต้องชดใช้ผู้เสียหายถึงสามพันกว่าราย การไต่สวนนั้นใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณสองปี นับว่าเป็นคดีที่ซับซ้อนสุดคดีหนึ่งของยุโรปทีเดียว เรียกว่า The Great Trial คดีนี้ มีต้นตอจากบรรษัท Eternit ที่เป็นบรรษัทอุตสาหกรรมแร่ใยหินข้ามชาติ ทุนต้นกำเนิดอยู่ที่เบลเยียมและสวิตเซอร์แลนด์

คดีนี้ คำพิพากษาระบุว่า ผู้บริหารของ Eternitในอิตาลี ต้องจำคุก 16 ปีและบรรษัทต้องจ่ายค่าชดเชยประมาณ 3.7 พันล้านบาทให้กับผู้เสียหายทั้งหมด

อย่างไรก็ดี การเรียกร้องนั้นยาวนานมาก กลุ่มผู้เสียหายรวมตัวกันเรียกร้องอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานับแล้วมากกว่าสามสิบปี โดยอาศัยแนวร่วมมากมาย อาทิเช่น สหภาพแรงงาน เทศบาล ฯลฯ

โดยสรุป คำพิพากษาเช่นนี้เอง ยืนยันว่าแร่ใยหินมีอันตรายจริง มีอาการป่วยจริง แม้ว่าทางบรรษัทจะออกมาประโคมว่าแร่ใยหินนั้นปลอดภัย และในขณะเดียวกันนั้นเอง ก็หาได้ดูแลเอาใจใส่ความปลอดภัยของคนงานให้ได้ตามมาตรฐานไม่ นอกจากนี้ บรรษัทยังพยายามผลักเสียงเรียกร้องของผู้เสียหายให้อยู่ชายขอบอยู่ร่ำไป

คดีที่อิตาลีนี้เป็นแค่คดีหนึ่งเท่านั้นครับ ยังมีคดีเกี่ยวกับแร่ใยหินในอีกหลายประเทศ อาทิเช่น สวิตเซอร์แลนด์ สเปน เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน กระนั้น อีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจและได้รับการกล่าวถึงคือคดีที่เกาหลี

คดีที่เกาหลีนั้น ได้รับการบอกเล่าจากกลุ่มต่อต้านการใช้แร่ใยหินที่เมืองปูซาน ที่เมืองนี้โรงงานยังได้รับอนุญาตให้ใช้แร่ใยหินได้ ผลที่ตามมาก็ได้แก่ บริษัท Jeil E.&S. Asbestos Textile Factory ที่เป็นการร่วมทุนกับญี่ปุ่น ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1969 นั้น ถูกฟ้องว่าทำให้เกิดมะเร็งเมื่อปี ค.ศ. 1993 แต่ว่ากว่าโรคที่สืบเนื่องจากแร่ใยหินนั้น จะได้รับการยืนยันว่ามีจริง ก็ต้องรอจนกว่าปี ค.ศ. 2007 อีกนัยหนึ่ง ใช้เวลาเกินสิบปีเพื่อยืนยัน

คำพิพากษาขั้นต้นของคดีนี้เพิ่งออกมาเมื่อ เดือนพฤษภาคม ปีที่ผ่านมา โดยมีผู้เจ็บป่วยได้รับการชดเชย 21 ราย และบริษัทก็ต้องรับผิดชอบกับ 43 ชีวิตที่ต้องสูญไป โดยศาลนั้นชี้ความผิดว่า โรงงานไม่สามารถทำหน้าที่มอบความปลอดภัยให้แก่คนงานได้ อนึ่ง ในคดีนี้ แม้มีการฟ้องร้องรัฐบาลเกาหลีและผู้ร่วมทุนญี่ปุ่นด้วย แต่ทั้งคู่ก็พ้นผิด อย่างไรก็ดี ทางเครือข่ายแบนแร่ใยหินก็จะฟ้องเอาผิดให้ได้ในชั้นอุทธรณ์ ทั้งนี้ ขอบเขตของความเสียหาย ก็พิจารณาจากแนวลมพัดจากโรงงานไปเป็นระยะ 2 กิโลเมตรด้วยกัน

ส่วนอีกกรณีหนึ่งล่าสุดครับ ที่ประเทศแคนาดา เพิ่งสั่งห้ามการส่งออกแร่ใยหิน แต่กว่าจะได้มาก็ต้องต่อสู้ใน “สงครามข้อมูล” หนักหน่วงพอดู กล่าวคือ เมื่อบรรษัทโฆษณาถึงความปลอดภัยของแร่ใยหิน ทางฝ่ายรณรงค์การแบน ก็จึงต้องระดมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์กว่ายี่สิบท่านเขียนแถลงการณ์ลงหนังสือพิมพ์ เพื่อยืนยันอันตรายที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ความรู้ความเข้าใจของสาธารณะ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นโยบายเพื่อสุขภาพเกิดขึ้นมาได้จริง

กรณีในต่างประเทศคงบอกเราได้ว่า ความเป็นธรรมได้มาก็ใช่ว่าจะง่ายนัก บ้านเราก็คงเช่นกัน การบอกว่า “ยังไม่พบ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มี” และใน “สงครามข้อมูล” ก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อฝ่ายที่เสียงดังกว่าเสมอไป ... อย่างไรก็ดีไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปเจ็บเหมือนกับที่อื่นในโลก ... “ปลอดภัยไว้ก่อน” ไม่ดีกว่าหรือ