ในขณะที่ภาคการส่งออกของไทย ยังอยู่ในภาวะชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรก 'การท่องเที่ยว' กลายเป็นความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
ซึ่งในการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ทัศนะของผู้ประกอบการเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวในปี 2556” ของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จากผู้ประกอบการท่องเที่ยว 600 ตัวอย่าง มีบทสะท้อนถึงทิศทางผ่านบทเรียนในปี 2555 ที่ผ่านมาที่น่าสนใจว่า 48.7% ระบุชัดว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจนี้ ขณะที่กลุ่มที่คิดว่ามีผลกระทบมากมีอยู่น้อยกว่าที่ 32.8%
ดังนั้น เมื่อมองต่อเนื่องสู่ปี 2556 ผู้ประกอบการกว่า 46.8% จึงยังเห็นว่าท่องเที่ยวไทยจะดีขึ้น ขณะที่อีก 47.6% คิดว่าเหมือนเดิม โดยการปรับตัวที่ดีขึ้นคือ มูลค่าในการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นราว 7.6% จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทย เพิ่มขึ้น 8.8% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่ม 10.5%
ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจฯ กล่าวว่า ผลสำรวจปี 2556 ที่เอกชน 53.6% ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงเหมือนเดิม เพราะไม่มั่นใจว่าถึงผลสำเร็จของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่น มาตรการคิวอี ของสหรัฐ ดังนั้นภาคการท่องเที่ยวจึงถูกมองว่าจะเป็น "ตัวค้ำยันเศรษฐกิจ" ดีที่สุดในช่วงครึ่งปีแรก สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้อย่างน้อย 1 แสนล้านบาท ขณะที่ตลอดทั้งปี 2 แสนล้านบาท และส่งผลให้เศรษฐกิจไทยตลอดปีขยายตัวดีขึ้น 1-1.5%
ตลาดต่างประเทศที่ยังเติบโตสดใสที่สุด คือ เอเชียตะวันออก ที่เอกชนเชื่อมั่นว่าจะเพิ่มสูงสุด 53% ตามมาด้วย ไทย 52.3% และอาเซียน 51.2% โดยเฉพาะจากเอเชียตะวันออกนำโดย จีน ที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโต 8-8.5% ในปีนี้ สามารถเข้ามาทดแทนความกังวลในตลาดยุโรปและอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 51.2% และ 50.2% ยังเห็นว่ายังอยู่ในภาวะเท่าเดิม
บทสรุปครั้งนี้ทำให้เห็นว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะมีปัญหา แต่การท่องเที่ยวไม่ได้มีปัญหาด้วย สิ่งที่เป็นภาคเอกชนกังวลกลับเป็นเรื่อง "การเมือง" คิดเป็น 29.3% ขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจ อยู่ในระดับ 24.2% นอกจากนี้ "ความขัดแย้งทางการเมืองไทย" เป็นเรื่องที่ถูกระบุว่าส่งผลกระทบด้านลบต่อธุรกิจมากที่สุดในระดับ -8.7 เช่นเดียวกับคำถามถึงความมั่นใจเสถียรภาพทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ถึง 40.4% ที่เห็นว่า "มีเสถียรภาพน้อย"
นอกจากนี้ แนวโน้มลงทุนด้านท่องเที่ยวยังอยู่ในระดับที่ต่ำ โดย 84.85% ยังไม่มีการเตรียมลงทุนเลย เพราะ 3 สาเหตุ ได้แก่ รอดูสถานการณ์เศรษฐกิจ ขาดแหล่งเงินทุน และเชื่อว่าเศรษฐกิจยังไม่ดีพอ ขณะที่อีก 15.15% ซึ่งเตรียมลงทุนนั้นเป็นเพราะต้องการขยายสาขารองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) การปรับปรุงทัศนียภาพและภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยว และปรับปรุงบริการและดำเนินเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว
“สิ่งที่ต้องจับตามากที่สุดในปี 2556 สำหรับภาคท่องเที่ยวคือเรืองการเมือง ที่เริ่มมีสัญญาณร้อนแรงตั้งแต่ต้นปีจากกรณีการตัดสินของศาลโลกเรื่องเขาพระวิหาร ว่าจะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไร แต่หากปัจจัยสงบคาดว่าปีนี้ การท่องเที่ยวไทย น่าจะเดินหน้าสู่การนำชาวต่างชาติเข้ามา 24.5 ล้านคน ทำรายได้ราว 1.14 ล้านบาทได้แน่นอน ดังนั้น ภาคท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเข้ามาพยุงเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกแทนภาคการส่งออกที่จะไปฟื้นตัวอีกครั้งในครึ่งปีหลัง จึงต้องได้รับการสนับสนุนดูแลจากรัฐบาลอย่างเต็มที่”
สุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ตลาดที่ยังมีแนวโน้มเติบโตในปี 2556 ดีที่สุดคือ กลุ่มเอเชียตะวันออก โดย ททท.ยังมีมาตรการส่งเสริมตลาดดาวรุ่งอย่างชัดเจน โดยพร้อมจะรุกเข้าเปิดสำนักงานแห่งที่ 4 และ 5 ในจีนที่เมืองเฉินตู และกวางโจว พร้อมทั้งเข้าไปจับเทรนด์ตลาดใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเป็นกำลังซื้อให้การท่องเที่ยวไทย เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มวัฒนธรรมย่อย และกลุ่มท่องเที่ยวหรูหราที่ไม่กระทบสิ่งแวดล้อมและขัดแย้งกับค่านิยมของสังคม (Luxury without guilt)
ยุทธชัย สุนทรรัตนเวชนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า สาเหตุที่ภาคท่องเที่ยวกังวลต่อการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ เพราะวิกฤตการเงินนั้นจะมีสัญญาณบ่งบอกให้เตรียมแผนปรับตัวได้ แต่ผลกระทบจากการเมืองเป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่รุนแรงกว่า และอยู่นอกเหนือการแก้ไขได้
นอกจากนี้ ยังประเมินด้วยว่าการเพิ่มมิติเชิงรายได้ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องไปขบคิดเพิ่ม สิ่งที่การท่องเที่ยวต้องการคือการกระตุ้นอย่างบูรณาการทั้งระบบโดยมีแผนย่อยรองรับ โดยไปสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่มีอยู่แล้ว โดย 2 มาตรการหลักที่ต้องการเสนอให้ทำทันที คือ การให้แพ็คเกจท่องเที่ยวเป็นรางวัลให้กับผู้เกษียณอายุ คาดว่าหากใช้งบประมาณเพียง 500 ล้านบาท จะทำให้เกิดการใช้จ่าย 5 เท่าจากมูลค่าที่ลงทุนไป เพราะจะกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเพิ่มของคนทั้งครอบครัว ขณะเดียวกัน นโยบายรถคันแรกที่ออกมาแล้ว ก็ควรจะส่งเสริมกิมมิคแถมคูปองส่วนลดด้านท่องเที่ยว เพื่อจูงใจให้คนที่มีพาหนะส่วนตัวแล้วเดินทางเพิ่มเติมด้วย






