กรณีรัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างวันละ 300 บาท
ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ทั่วประเทศ แต่มาตรการดังกล่าวมีความเห็นแตกต่างไปจากภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ซึ่งคนในแวดวงธุรกิจคาดการณ์ก่อนหน้านั้นแล้วว่าเอสเอ็มอีขนาดเล็กจะสูญหายจากการปิดกิจการจำนวนมาก บางคนประเมินว่าจะมีเอสเอ็มอีขนาดเล็กและใช้แรงงานมากประมาณ 30% ต้องปิดกิจการลง
นโยบายการขึ้นค่าจ้าง 300 บาทถือว่าเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่ประกาศไว้ตั้งแต่บริหารประเทศ และเป็นนโยบายทางการเมืองที่ยากมากที่มีการชะลอหรือทบทวนใหม่ อีกทั้งรัฐบาลสามารถอ้างได้ว่าประกาศให้เอกชนได้มีเวลาปรับตัว อีกทั้งมีมาตรการทางการเงินและการช่วยเหลือจำนวนมากที่ออกมาเพื่อรองรับเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบแล้ว นอกจากนี้รัฐบาลมองว่าหากสามารถผ่านช่วงรอยต่อไปได้ ก็จะทำให้อุตสาหกรรมยกระดับความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของแรงงานจะดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนได้ออกมาคัดค้านนโยบายนี้ตั้งแต่ริเริ่มประกาศใช้ เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่ม ดังนั้นที่ผ่านมา ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือด้วยมาตรการต่างๆ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ แต่ดูเหมือนว่ามาตรการของรัฐบาลที่ออกมานั้นไม่เพียงพอ โดยภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าแรง เนื่องจากเห็นว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ส่งผลกระทบต่อภาคเอกชนโดยตรง ดังนั้นรัฐบาลต้องรับผิดชอบ
ความเห็นจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มผู้ประกอบการที่ยืนคนละฝ่ายนั้น เป็นเรื่องยากมากที่จะหาข้อยุติได้ เพราะแต่ละฝ่ายยืนอยู่บนผลประโยชน์คนละฝาก ด้านผู้กำหนดนโยบายเป็นผู้ได้ประโยชน์ทางการเมืองจากนโยบายนี้ ในขณะที่ผู้ประกอบการเป็นฝ่ายที่เสียประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่มองว่าเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่มองว่าเป็นเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทย ก็จะเห็นว่าปัญหาเรื่องการปรับค่าจ้าง 300 บาทในครั้งนี้มีความซับซ้อนมากกว่าใครได้ใครเสีย แต่เป็นเรื่องของปัญหาสังคมไทยเอง
ฝ่ายการเมืองในฐานะผู้ผลักดันนโยบาย ต้องการให้นโยบายดังกล่าวมีผลในทันที ซึ่งหากไม่สามารถดำเนินการได้โดยเร็วก็ย่อมส่งผลกระทบต่อความนิยมทางการเมือง และอาจจะอยู่ต่อไปได้ยากหากนโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายสำคัญ แต่ฝ่ายการเมืองอาจลืมไปว่าปัญหาค่าจ้างนั้นมีความซับซ้อนมากกว่าแค่เรื่องตัวเลขเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเอง ซึ่งนอกจากจะอาศัยค่าจ้างต่ำในการขับเคลื่อนแล้ว อุตสาหกรรมไทยยังแข่งขันได้ยาก เพราะส่วนใหญ่แล้วจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลด้านใดด้านหนึ่งเสมอ
เราเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็เนื่องมาจากนโยบายการพัฒนาประเทศในอดีต ที่เกิดความไม่สมดุลในหลายด้าน อย่างกรณีค่าจ้างขั้นต่ำ เกิดความไม่สมดุลในเรื่องของค่าจ้างที่ต่ำเกินไป ซึ่งค่าจ้างต่ำก็เป็นมาตรการหนึ่งในการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมไทยนั่นเอง ดังนั้นในเมื่อผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเติบโตได้ก็ด้วยความช่วยเหลือจากรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ และยังต้องรอความช่วยเหลือทุกครั้งไป การรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ทั้งคนระดับล่างและผู้ประกอบการบางกลุ่มนั้นก็สะท้อนปัญหาลึกๆ ของสังคมนั่นเอง เป็นปัญหาที่จับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะเป็นปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่มีความสมดุลเพียงพอ






