background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เงินเฟ้อ เป้าหมายทางการเงิน และความเสี่ยงด้านเครดิต

เงินเฟ้อ เป้าหมายทางการเงิน และความเสี่ยงด้านเครดิต

ในสัปดาห์นี้พักจากเรื่องเศรษฐกิจหนักๆ มาเป็นประเด็นที่มีการพูดคุยกันในหมู่นักลงทุนที่นิยมลงทุนในหุ้นกู้กันครับ ....

แรงกดดันเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ในที่สุดก็ดูเหมือนจะส่งผ่านมายังเมืองไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยล่าสุดเงินเฟ้อเดือน พ.ค. ของไทยเร่งตัวแตะระดับ 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติราคาน้ำมันในปี 2008 และในครั้งนี้แม้ปัญหาจะมาจากด้านอุปทานเป็นหลักเช่นกัน

ดูเหมือนว่าเพียงพอที่จะทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยส่งสัญญาณลดความผ่อนคลายของนโยบายการเงินลงเพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ นอกจากนั้น ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในหลายๆ ส่วน รวมถึงเงินเฟ้อที่ทรงตัวสูงมาหลายเดือน ยังทำให้นักลงทุนหลายๆ คนเริ่มกังวลเกี่ยวกับผลตอบแทนของการลงทุน

เนื่องจากดูเหมือนว่าผลตอบแทนในช่วง 3-5% จากหุ้นกู้อาจจะดูไม่เพียงพอเป็นอย่างมากหากเทียบกับเงินเฟ้อในระดับ 7-8% และหากสถานการณ์เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องก็อาจจะทำให้เงินออมไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายได้ในอนาคต

โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นกู้ค่อนข้างคึกคักทั้งกลุ่มที่มีอันดับความน่าเชื่อดีและกลุ่มที่ถัดลงไป รวมถึงกลุ่มที่ไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือด้วย โดยบริษัทต่างๆ เร่งออกหุ้นกู้เพื่อจำกัดต้นทุนดอกเบี้ย จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ทำให้มีหุ้นกู้ออกใหม่มากมายเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มที่อันดับความน่าเชื่อถือไม่สูงนักหรือไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือ เป็นกลุ่มสร้างแรงจูงใจให้กับนักลงทุนมากขึ้นในปัจจุบันเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากเงินเฟ้อมากนัก

คำถามสำคัญก็คือ เราควรจะเพิ่มความเสี่ยงด้านเครดิตหรือไม่ เนื่องจากเงินเฟ้อทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงของเราลดลงและถึงเป้าหมายทางการเงินช้าลง และเราอาจจะต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหลังจากราคาสินค้าข้าวของต่างๆ ปรับตัวขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา และอาจจะไม่ลดลงอีกแล้วในอนาคต

การลงทุนในกลุ่มนี้แม้จะให้ผลตอบแทนสูง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk) ที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะในภาวะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยอาจจะชะลอลง ภายใต้ข้อจำกัดที่ว่าเศรษฐกิจเองยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ไปถึงระดับก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2019 เสียด้วยซ้ำ 

ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวลง แน่นอนว่าความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทต่างๆ ก็จะลดลงด้วย ดังนั้น การเพิ่มความเสี่ยงในส่วนนี้ จำเป็นจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก

เนื่องจากความต้องการผลตอบแทนส่วนเพิ่มในระยะสั้น อาจจะนำมาซึ่งความเสี่ยงในระยะยาวของเงินลงทุนของเราได้ หรือหากต้องการจะลงทุนก็จะเป็นจำต้องบริหารการกระจุกตัวให้ดีอย่างมาก ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าเราจะเห็นบริษัทล้มละลายเป็นโดมิโนเหมือนวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงในอดีต แต่เรากำลังพูดถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจในภาพรวมที่อาจส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้

พื้นฐานของการบริหารพอร์ตการลงทุนส่วนบุคคล นั่นคือการที่พอร์ตการลงทุนสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แต่ควรต้องสอดคล้องกับสถานะการเงินส่วนบุคคลและภาวะตลาดการเงินในขณะนั้นๆ ซึ่งคำตอบง่ายๆ ในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าทั้งสองปัจจัยในภาพรวมดูจะแย่ลงในระยะสั้น หรืออย่างน้อยจนกว่าความชัดเจนเรื่องแนวโน้มเงินเฟ้อจะลดลงบ้าง

ไม่นับสถานะการเงินส่วนบุคคลจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย ภาวะตลาดการเงินในปัจจุบันเองก็ดูจะไม่เอื้ออำนวยให้นักลงทุนเพิ่มระดับความเสี่ยงเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย สินทรัพย์เสี่ยง หรือแม้แต่การลงทุนทางเลือกต่างๆ จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่อาจจะชะลอลงจากแรงกดดันเงินเฟ้อ สภาพคล่องในตลาดการเงินที่ลดลง และแนวโน้มดอกเบี้ยที่โอกาสจะเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดมีสูง

ในขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ที่เหมาะกับช่วงเงินเฟ้อสูงและดอกเบี้ยขาขึ้น เช่น พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (Inflation-Protected Bond) หรือพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate Bond) ที่เหมาะกับดอกเบี้ยขาขึ้น ไม่เป็นที่นิยมนักในเมืองไทย ดังนั้นแม้ในภาวะที่แม้จะมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยดูเหมือนจะไม่ค่อยคุ้มกับการลงทุน แต่การลงทุนถือเป็นสิ่งที่ต้องมองในระยะยาว

การบริหารพอร์ตให้ดีโดยเฉพาะในช่วงที่ความเสี่ยงค่อนข้างเยอะอย่างปัจจุบันนับเป็นกลยุทธ์ที่น่าจะดีกว่าสำหรับการลงทุนในระยะยาว การถือเงินสดบางส่วน เน้นการลงทุนในพันธบัตรระยะสั้น (และอาจมีโอกาสลงทุนใหม่เมื่อพันธบัตรครบกำหนดด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในอนาคต)

การเลือกลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือดีเป็นหลัก (แม้เทียบเงินเฟ้อแล้วจะดูขาดทุนในระยะสั้น) ลดการกระจุกตัวและการกระจายความเสี่ยงไปในหลากหลายอุตสาหกรรมมากขึ้นดูท่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าความพยายามเพิ่มความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนเพื่อชดเชยกำลังซื้อที่ลดลง อย่างน้อยก็จนกว่าตลาดการเงินจะมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นกว่านี้

ท้ายนี้หากเป้าหมายทางการเงินถูกผลักให้ไกลออกไปจากเรื่องของเงินเฟ้อ อีกสิ่งที่สามารถทำได้การพยายามหารายได้เสริมหรือการบริหารรายจ่าย เช่น การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงชั่วคราว เพื่อภาพรวมของการลงทุนและเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้เช่นกันครับ

หมายเหตุ บทวิเคราะห์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานต้นสังกัดแต่อย่างใด