วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส.ผู้จัดพิมพ์ฯเล็งอุตฯหนังสือปีนี้โต'สองหลัก'

ความสำเร็จของทั้งจำนวนผู้เข้างานและรายได้ จากงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 17 หรือบุ๊คเอ็กซ์โปในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา

ถือเป็นดัชนีชี้แนวโน้มอุตสาหกรรม "หนังสือ" ปีนี้ที่อาจกลับมาสดใสอีกครั้ง หลังจากต้องเผชิญกับปัจจัยลบทั้งสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองและเหตุภัยพิบัติที่ไม่อาจคาดเดาได้ตลอดช่วง 6-7ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังได้แรงหนุนสำคัญในโอกาสที่ "กรุงเทพฯ" ได้รับคัดเลือกให้เป็นเมืองหนังสือโลกประจำปี 2556 (World Book Capital 2013) จากองค์การยูเนสโก

วรพันธ์ โลกิตสถาพร นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวว่าผลสรุปของการจัดงานบุ๊คเอ็กซ์โปในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย จากเดิมที่คาดว่าจะมีผู้เข้างานประมาณ 1.5 ล้านคน แต่ผู้เข้าร่วมงานถึง 1.95 ล้านคน สูงกว่าที่คาดไว้ 20% ขณะที่ยอดขายโดยรวมเกินกว่า 500 ล้านบาท จากหนังสือออกใหม่ในงานกว่า 3,000 ปก โดยภาพรวมทั้งปี 2555 อุตสาหกรรมหนังสือขยายตัวกว่า 5% มีมูลค่ารวมประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท

"ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นแนวโน้มที่ดี ที่จะส่งต่อการเติบโตมาในปีนี้ โดยมีแรงหนุนจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น และโอกาสที่กรุงเทพฯได้รับเลือกเป็นเมืองหนังสือโลกประจำปี2556"

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร(กทม.) ซึ่งเป็นเจ้าภาพ"กรุงเทพมหานครเมืองหนังสือโลกปี 2556" ได้เตรียมเปิดโครงการในเดือนเม.ย.นี้ ภายใต้สโลแกน "อ่านกันสนั่นเมือง" โดยดึงผู้ประกอบการทุกกลุ่มเข้ามาร่วมโครงการ ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร ร้านหนังสือ และบริษัทเอกชน โดยมีภาคเครือข่ายกว่า 100 องค์กร รวมทั้งสมาคมฯด้วย

การเป็นเมืองหนังสือโลกในปีนี้ กทม.ได้ดำเนินการเพิ่มพื้นที่การอ่าน อาทิ การเพิ่มห้องสมุดจากปัจจุบันที่มีห้องสมุดประชาชน 34 แห่ง, ห้องสมุดโรงเรียน กทม. 436 แห่ง ,บ้านหนังสือในชุมชน 124 แห่ง และรถห้องสมุดเคลื่อนที่ 7 คัน รวมทั้งการจัดพื้นที่และจัดหนังสือในพื้นที่สาธารณะ เพื่อหวังให้ประชาชนสามารถเข้าถึงหนังสือได้ทุกที่ทุกเวลา ที่ผ่านมาคาดว่ามีการอ่านหนังสือประมาณ 2-5 เล่มต่อคนต่อปี โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายจะมีอัตราการอ่านเพิ่มขึ้นเป็น 10 เล่มต่อคนปี

จากแผนการดำเนินงานต่างๆ ภายใต้โครงการกรุงเทพฯเมืองหนังสือโลก จะกระตุ้นผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นตลาดหลักของอุตสาหกรรมหนังสือปัจจุบันครองส่วนแบ่ง 30-40% จะมีอัตราการอ่านและมีโอกาสซื้อหนังสือเพิ่มขึ้นในปีนี้

โดยผลักดันให้คนกรุงเพิ่มระยะเวลาการอ่านจากวันละ 30 นาที เพิ่มเป็น"เท่าตัว"ในปีนี้

ขณะที่สมาคมฯ จะเดินหน้ากระตุ้นการอ่านในพื้นที่ต่างจังหวัดควบคู่กันไป ด้วยการจัดมหกรรมหนังสือในหัวเมืองใหญ่ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงหนังสือและเพิ่มการอ่าน ในปีที่ผ่านมาดำเนินการไปแล้ว ที่อุบลราชธานี และชลบุรี ส่วนปีนี้จะขยายเพิ่มไปยัง สงขลา ,อุดรธานี และจังหวัดทางภาคเหนืออีก 1 แห่ง โดยจะจัดเป็นงานประจำทุกปี เช่นเดียวกับการจัดงานมหกรรมหนังสือในกรุงเทพฯ

จากแผนการดำเนินการดังกล่าวเชื่อว่าปีนี้ ภาพรวมอุตสาหกรรมหนังสือมีโอกาสเติบโตเป็นตัวเลข"สองหลัก" หรือกว่า 10% หลังจากไม่เห็นการเติบโตในอัตราดังกล่าวมากว่า 6-7 ปี จากผลกระทบปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และภัยธรรมชาติในช่วงที่ผ่านมา โดยมูลค่าจะอยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านบาท

ด้านกระแสอีบุ๊คในปีนี้ วรพันธ์มองว่ายังคงค่อนข้างนิ่งในประเทศไทยและเป็นช่วงของการเริ่มต้นแม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่มูลค่าส่วนแบ่งทางการตลาดยังไม่ถึง 1%

“ยังถือเป็นช่วงลองผิดลองถูก การที่อีบุ๊คในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรปเติบโต เป็นเพราะราคาของแทบเล็ตเมื่อเทียบกับค่าครองชีพแล้วถือว่าถูกมาก และอีบุ๊คส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ ขณะที่เมืองไทยอำนาจในการซื้อแทบเล็ตยังต่ำและยังมีข้อแม้เรื่องของภาษา และการพัฒนาคอนเทนท์อีบุ๊คที่เป็นภาษาไทยยังมีจำนวนไม่มาก"

แต่หากการขยายเครือข่าย3G มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น ราคาแทบเล็ตถูกลง คอนเทนท์อีบุ๊คภาษาไทยเพิ่มขึ้น จะทำให้ตลาดอีบุ๊คมีการพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แต่คงใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 3-5ปี