กรณีการถอดละคร "เหนือเมฆ 2" สะท้อนว่าสื่อสารยุคใหม่ พลังจะกลับมาอยู่ในมือของผู้ชม ผู้อ่านมากขึ้น
การที่สถานีแต่ละช่อง หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ จะกระทำอะไรก็ได้บนเวลา บนพื้นที่ของตัวเองคงไม่เสมอไปแล้ว ผู้ชมผู้อ่านจะขอเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดเนื้อหามากขึ้น แต่หากสื่อใดสื่อหนึ่งเลือกที่จะปิดกันไม่รับมุมมองจากผู้ชมผู้ดูของตัวเองแล้ว ย่อมที่จะถูกลดบทบาท ความสำคัญลงไปเรื่อยๆ เหตุผลสำคัญ เพราะเทคโนโลยีด้านการสื่อสารสมัยใหม่ ผลักดันให้ทุกคนสามารถเป็นสื่อได้สบาย มีความแตกต่างจากสื่ออาชีพตรงที่ไม่มีองค์กรวิชาชีพ ไม่มีหลักจริยธรรม จรรยาบรรณของตัวเองเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นระบบตรวจสอบกันเองในโลกออนไลน์ก็มีประสิทธิภาพอยู่มากพอสมควร การเลือกวิธี "ปิดปากเงียบ" ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใดก็ตาม เพียงหวังว่าจะใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว แล้วเรื่องจะหายไปเองนั้น คงจะยากในยุคนี้ เพราะจะมี "สื่อ" จากส่วนอื่นมาชี้แจงในสังคมให้แทน ซึ่งมีโอกาสที่จะคลาดเคลื่อนได้ง่าย ทางออกที่ดีคือรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนในสังคม และชี้แจงข้อเท็จจริงออกไป หรือหากผิดพลาดก็ "ขอโทษ"
กรณีการถอดละคร "เหนือเมฆ 2" ออกจากผัง โดยที่ละครยังไม่จบ หากเกี่ยวข้องกับภาพตบตีหรือลามกอนาจาร สาธารณชนคงไม่วิพากษ์วิจารณ์กันมากนัก แต่เมื่อถูกเชื่อมโยงกับข้อสงสัยว่าการเมืองเข้ามาแทรกแซงด้วย ยิ่งเป็นแรงส่งให้พูดถึงกันมากกว่าปกติ เพราะหากการเมืองเข้ามาแทรกแซงจริง และไม่ได้มีความผิดกฎหมายด้วยแล้ว ย่อมไม่ถูกต้อง และอาจจะเข้าข่ายลุแก่อำนาจด้วยซ้ำ เพราะหากใครได้ชมละครเรื่องนี้ ส่วนใหญ่ก็เห็นตรงกันว่าเนื้อหาสะท้อนสังคมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชันในแวดวงนักการเมือง ซึ่งเป็นปมปัญหาใหญ่ที่คนทั้งชาติต้องช่วยกันต่อต้าน เพราะมิฉะนั้นแล้วแผนพัฒนาประเทศต่างๆ ก็ย่อมไร้ผล
กรณีการถอดละคร "เหนือเมฆ 2" ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการงดออกอากาศละครทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 พบว่า 95% เชื่อว่าเนื้อหาละครมีความเหมาะสม และ 83% เชื่อว่าสาเหตุที่งดออกอากาศเป็นเพราะเนื้อหาเกี่ยวข้องกับนักการเมือง และ 77% เชื่อว่าการงดออกอากาศมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาล ที่สำคัญส่วนใหญ่ 96% ต้องการให้ช่อง 3 ออกอากาศละครเรื่องเหนือเมฆ 2 มือปราบจอมขมังเวทย์ จนจบบริบูรณ์ เนื่องจากการงดออกอากาศละคร หลังจากที่ออกอากาศไปสักระยะหนึ่ง เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในแวดวงละครโทรทัศน์ของประเทศไทย และส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนจำนวนมาก เนื่องจากเป็นละครที่มีเนื้อหาน่าสนใจ
กรณีการถอดละคร "เหนือเมฆ 2" เราเห็นว่าจะเป็นกรณีศึกษาเป็นอย่างดี และพลังของสังคม พลังของผู้ชม จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของเนื้อหาที่ควรจะเป็น แทนที่จะปล่อยให้ผู้บริหารสถานี ผู้เขียนบทละคร เป็นผู้กำหนดด้านเดียว อย่างที่เกิดขึ้นตลอดมา เพราะเมื่อหันไปฝากชะตากรรมกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อาจจะตรวจสอบกำกับดูแลได้ระดับหนึ่ง แต่หากจะให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด คือ คนดูค่อยตรวจสอบกันเอง หากเห็นว่าเนื้อหาไม่เหมาะสม ทั้งนี้ในการที่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) วานนี้ เห็นว่าคณะกรรมการยังขาดข้อมูล จึงได้สั่งให้คณะอนุกรรมการไปหารายละเอียดเพิ่มเติมว่ากรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด ขณะเดียวกันก็เปิดให้ผู้บริโภคก็สามารถเดินหน้าร้องเรียนในเรื่องดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน หากเห็นว่าเป็นการลิดรอนสิทธิ์ผู้บริโภค โดยเฉพาะหากการถอดละครดังกล่าว เข้าข่ายผิดมาตรา 37 ของ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่คนทั้งสังคมต้องร่วมกันตรวจสอบ และให้นึกถึงเสมอว่าทีวียุคใหม่ อำนาจชี้นำเนื้อหาอยู่ที่คนดู






