แน่นอนว่า คนไทยคง ทำใจ ยาก กับที่รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
บอกว่า คดีเขาพระวิหารที่ศาลโลกจะตัดสินในเร็วๆ นี้จะออกมาได้เพียงสองทาง
นั่นคือ เสมอตัวกับแพ้
ในความเห็นของคุณสุรพงษ์ โอกาสที่จะ “ชนะ” ไม่มี
นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่รัฐมนตรีต่างประเทศไทยบอกในตอนแรก ว่า อาจจะไม่นำทีมไทยไปให้การกับศาลโลกในเดือนเมษายนปีนี้ แต่จะให้ ดร.วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก เป็นหัวหน้าคณะไปแทน
ขณะที่คณะของกัมพูชานั้นหัวหน้าทีม คือ คุณฮอร์ นัม ฮง, รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ หรือจะเรียกว่า “คู่กรณี” ของคุณสุรพงษ์โดยตรง ก็ว่าได้
ยังดีว่าคุณสุรพงษ์เปลี่ยนใจในวันต่อมา ประกาศว่าจะเป็นหัวหน้าคณะไทยไปกรุงเฮกเอง
ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคณะผู้พิพากษาศาลโลก ประเมินความกระตือรือร้นของทั้งสองฝ่าย จากชื่อของหัวหน้าทีมของไทยและกัมพูชา คุณก็ต้องรู้สึกแล้วว่าฝ่ายไหนเตรียมสู้เต็มที่มากกว่ากัน
ท่านทูตวีรชัยพูดถูกที่บอกว่า แม้เราจะส่งคำให้การของเราเป็นลายลักษณ์อักษร แต่การไปชี้แจงด้วยตนเองมีความสำคัญ เพื่อเราจะได้ดึงและน้าวโน้มให้คณะผู้พิพากษาเห็นประเด็นที่เราต้องการให้ท่านเหล่านั้นเห็น เพราะการต่อสู้กันทางศาลเช่นนี้นอกเหนือจากข้อเท็จจริงและการตีความตามตัวบทกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว
ก็ยังอยู่ที่การนำเสนอด้วยตนเอง และการแสดงความมั่นอกมั่นใจของแต่ละฝ่ายด้วย
แต่เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศเราออกมาบอกกล่าวกับคนไทย (และแน่นอนว่าจะต้องรู้ไปถึงคณะผู้พิพากษาและนายกฯ ฮุนเซน กับรัฐมนตรีต่างประเทศฮอร์ นัม ฮง ของกัมพูชาด้วย) ว่าให้ “ทำใจ” ว่าเรามีโอกาสชนะน้อยมาก, สถานภาพการต่อสู้ของเราจึงตกอยู่ในจุดที่ถือได้ว่าเพลี่ยงพล้ำตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวทีด้วยซ้ำไป
ชั้นเชิงการทูตระหว่างประเทศ การชิงไหวชิงพริบในเวทีสากลเป็นหัวใจของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่ต้องปกปักรักษาผลประโยชน์ของชาติจนถึงที่สุด
การประกาศ “โยนผ้า” เหมือนยอมจำนนตั้งแต่ต้น จึงมิใช่วิสัยของนักสู้ทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่จะได้รับความเคารพศรัทธาในโลกการทูตวันนี้
คำว่า “แพ้” หรือ “ชนะ” ในกรณีนี้ อาจจะอยู่ที่การตีความของแต่ละฝ่าย แต่เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศไทยเริ่มด้วยการบอกคนไทยช่วงปีใหม่ว่าผลการตัดสินมีสองทาง คือ เสมอตัวกับแพ้...ก็เท่ากับว่าเป็นการวัดด้วยคำว่า “แพ้หรือชนะ” เท่านั้น
แม้วันต่อมา จะมีการแก้ไขคำพูดให้ฟังดูอ่อนกว่าวันแรก แต่ความสับสนและกริ่งเกรงในฝีมือและความสามารถของรัฐมนตรีต่างประเทศจึงเกิดขึ้นทันที
เพราะว่าแถลงการณ์ชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศ ระบุไว้ค่อนข้างชัดว่าผลลัพธ์ของคดีนั้น ไม่ควรจะคิดว่าเป็นเรื่องแพ้-ชนะ หากแต่เป็นเรื่องคดีความที่อาจจะมีคำตัดสินออกมาได้หลายทาง
๑.ตัดสินว่าไม่มีอำนาจพิจารณาและจำหน่ายคดี
๒.ศาลตัดสินตามท่าทีฝ่ายไทย คือ ให้ขอบเขตบริเวณปราสาทพระวิหารเป็นไปตามเส้นมติคณะรัฐมนตรีปี 2505
๓.ศาลตัดสินตามท่าทีฝ่ายกัมพูชา คือ ให้ขอบเขตบริเวณปราสาทเป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 และ
๔.ศาลอาจตัดสินกลางๆ ระหว่างท่าทีของทั้งสองฝ่าย โดยพิจารณาจากหลักฐานประกอบต่างๆ โดยออกมาในรูปการประนีประนอมของทั้งสองฝ่าย
รัฐบาลไทยยืนยันว่า ไม่ว่าศาลโลกจะตัดสินออกมาเช่นไร แน่นอนว่าตามกติกาแล้ว หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ทำตามคำวินิจฉัยของศาลโลก อีกฝ่ายหนึ่ง (ตามมาตรา 94 ของธรรมนูญศาลโลก) ก็สามารถจะฟ้องคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งสามารถจะพิจารณาสั่งการให้ทำตามคำสั่งของศาลโลก หากไม่ทำตามก็อาจจะมีกระบวนการคว่ำบาตรประเทศนั้น ๆ ในฐานะเป็นสมาชิกสหประชาชาติ
สิ่งที่รัฐบาลไทยยังไม่ได้ตอบ ก็คือว่า หากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยปัจจุบันกับรัฐบาลกัมพูชาของนายกฯ ฮุนเซน ดีเลิศอย่างที่อ้างกัน เหตุไฉนจึงไม่สามารถเจรจาให้รัฐบาลเขมรถอนเรื่องนี้ออกจากศาลโลก เพื่อหาทางเจรจาทวิภาคี ร่วมกันพัฒนาบริเวณรอบๆ ปราสาทเขาพระวิหารให้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย?
หากรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ทำได้ ก็สามารถจะประกาศให้ทั้งโลกได้รับรู้ว่ามีความเก่งกาจมากกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างชัดเจน
เกมการทูตระหว่างประเทศไม่มีคำว่า แพ้ ชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตลอดไป มีแต่การมุ่งหน้าทำงานด้านการทูตเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติในทุกสถานการณ์ พลิกความเสียเปรียบเป็นข้อได้เปรียบ และเสริมความได้เปรียบให้เกิดประโยชน์ต่อเนื่องยาวนานเท่านั้นเอง





