ถนนหนทางในแวดวงการเมืองเวลานี้กำลังหันมาให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง เวทีเล็ก ที่แม้ว่าจะเป็นเพียงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
แต่หลายพรรคการเมืองต่างให้ความสนใจไม่แพ้การเลือกตั้งสนามใหญ่ ตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงแค่ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเช่นเดียวกับจังหวัดอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย แต่ตำแหน่งดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดระดับความนิยมทางการเมืองของพรรคการเมืองได้เป็นอย่างดี ช่วยให้พรรคการเมืองคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองที่มีฐานคะแนนเสียงผูกติดกับพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ประชาชนในกรุงเทพมหานครและคอการเมืองทั้งหลายจะมีโอกาสได้เห็นการเคลื่อนไหวจากบรรดาผู้เสนอตัวลงสมัคร บางรายอาจสร้างสีสันทางการเมืองมากกว่าการเลือกตั้งสนามใหญ่ เนื่องจากการสมัครเข้าแข่งขันชิงตำแหน่งไม่มีข้อผูกมัดในเรื่องการสังกัดพรรคการเมือง จึงทำให้ผู้สมัครอิสระหลายคนสามารถนำเสนอความคิดอย่างอิสระในรูปแบบต่างๆ โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาจากพรรคที่สังกัด เพื่อสร้างหรือจุดเด่นเพื่อให้ตนเองเป็นที่รู้จัก ก่อนที่จะนำเสนอจุดสนใจไปยัง “นโยบาย” หรือตัวแทนความคิดของตนที่มีต่อการเข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งหากได้รับโอกาส แม้แต่ผู้สมัครที่ไม่คาดหวังตำแหน่งก็สามารถใช้เวทีนี้เพื่อทำให้ตนเองเป็นที่รู้จัก ทั้งนี้อาจเพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์อย่างอื่น หรือมีเจตนาที่ดีเพื่อสร้างโอกาสให้ตนเองเข้าไปมีพื้นที่ในสังคมเพื่อดำเนินการตามอุดมการณ์ของตนเองต่อไป
“สานต่อนโยบายเก่า” เป็นรูปแบบหนึ่งของการหาเสียงของพรรคการเมืองหรือผู้สมัครอิสระที่เคยดำรงตำแหน่งมาแล้ว โดยอาศัยการนำเสนอแนวนโยบายที่เห็นว่าประชาชนให้ความสนใจ ไม่ว่านโยบายนั้นจะเริ่มต้นขึ้นมาแล้วหรือไม่ก็ตาม หากเป็นนโยบายที่เริ่มต้นมีดำเนินการมาบ้างแล้ว ก็จะมาออกมาตกปากรับคำหรือให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินนโยบายนั้นๆ ต่อไป ถึงแม้ว่าจะมีผู้ไม่เห็นด้วย (ที่วิเคราะห์แล้วว่าส่วนใหญ่เป็นคะแนนเสียงส่วนน้อยหรือไม่ใช่ฐานคะแนนเสียงเลือกตั้งของตน) ก็ตาม เช่นเดียวกับนโยบายเดิมที่ยังไม่มีการดำเนินการก็จะเห็นการประกาศเริ่มต้นเดินเคลื่อนนโยบายทันทีภายหลังได้รับตำแหน่ง แต่ผู้สมัครมักไม่ระบุระยะเวลาที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการผูกมัด เนื่องจากหากไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ประกาศหาเสียงไว้จะกลายเป็นบ่วงผูกคอตนเองไม่สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นในภายหลัง
“ริเริ่มนโยบายใหม่” เป็นรูปแบบยอดนิยมทั้งผู้สมัครหน้าใหม่และหน้าเก่าได้รับสิทธิเท่าเทียมกันในการนำเสนอความคิดใหม่ๆ เพื่อเรียกร้องจูงใจให้ประชาชนหันมาให้ความสนใจกับตนเอง นอกจากนี้ยังใช้เป็นเครื่องมือทำลายนโยบายที่ผู้สมัครรายอื่นเคยนำเสนอไว้ ในลักษณะที่เรียกว่า “เกทับ” โดยการชี้ให้เห็นข้อเสียหรือจุดบกพร่องเพื่อให้เห็นว่านโยบายดังกล่าวไม่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ซึ่งก็คือการทำลายคะแนนเสียงของผู้สมัครรายอื่นที่เคยนำนโยบายนี้มาประกาศหาเสียงหรือได้เริ่มดำเนินการไปแล้วพร้อมกัน ในขณะเดียวกันนโยบายใหม่ก็อาจนำผลเสียมายังผู้สมัครที่ประกาศนโยบายได้เช่นกัน หากสิ่งที่นำเสนอไปสร้างผลกระทบกับผู้สมัครหลายคนพร้อมกัน อาจส่งผลให้ตนเองโดน “รุมกินโต๊ะ” จากผู้สมัครอื่นๆ ได้เช่นกัน หรือหากนโยบายไม่มีความรอบคอบก็อาจโดนนักวิชาการหรือผู้ที่มีความรู้จริงโจมตีกลับมาโดยที่ตนเองไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลที่เหมาะสม
“นโยบายที่เกิดจากความคิดที่มองเห็นปัญหาและความต้องการ” กลายเป็นนโยบายยอดนิยม นโยบายประเภทนี้แตกต่างจากนโยบายที่ริเริ่มขึ้นใหม่ ตรงที่แนวคิดการดำเนินนโยบายอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีผู้ใดคิดขึ้นมาก่อน แต่เป็นการใช้ความพยายามแทรกเข้าไปเสมือนเป็น “เจ้าของความคิด” เพื่อให้ภาพนโยบายเป็นภาพที่ติดตัวตนเอง เมื่อกล่าวถึงนโยบายในลักษณะนี้เมื่อใดก็ต้องนึกผู้สมัครรายนั้นขึ้นมาทันที ตัวอย่างเช่น นโยบายในแนวคิด “ประชานิยม” ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะดัดแปลงให้มีรูปลักษณ์เปลี่ยนไปอย่างใด ก็หนีไม่พ้นภาพของการลอกเลียนมาจากพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง ทั้งที่พื้นฐานของนโยบายนี้มุ่งนำเสนอประโยชน์แก่ประชาชนซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่พรรคการเมืองทุกพรรคต่างมุ่งกระทำเพื่อประชาชนและคะแนนเสียงของพรรค
“นโยบายในเชิงความคิดสร้างสรรค์” นโยบายประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงอาจสร้างภาพให้ตนเองดูดีขึ้นในระยะเวลาอันสั้นหรือฆ่าตัวตายในสนามเลือกตั้งเลยก็ได้ แม้ว่าผู้สมัครอาจพูดโดยไม่คิด หรือไม่ได้หวังผลจากการเลือกตั้งอย่างจริงจัง แต่ใช้เวทีการเลือกตั้งที่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง นำเสนอด้วยจุดประสงค์ให้ตนเองเป็นที่รู้จักกับสาธารณชน เพื่อประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ไม่ใช่การดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นโยบายจึงมีทั้งที่สร้างสรรค์อย่างแท้จริง และสร้างสรรค์เพื่อความสนุกสนาน บันเทิง หรืออาจสร้างระอาใจแก่ประชาชนที่เบื่อหน่ายกับการฉวยโอกาสของผู้สมัครประเภทนี้ ถ้ามองโลกในแง่ดีก็อาจเรียกผู้สมัครประเภทนี้ว่าเป็น “สีสันทางการเมือง” ได้เช่นกัน
“นโยบายซ่อนเร้น” จะถูกนำเสนอเนื้อหาสาระในส่วนที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนเพื่อเป็นข้อต่อรองให้เคลิบเคลิ้มหลงเชื่อไปกับประโยชน์ที่จะได้รับจากนโยบายเพื่อให้ผู้สมัครได้รับชัยชนะ หากผู้สมัครได้รับเลือกตั้งก็จะออกมาแถลงถึงข้อจำกัดและเงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางที่ทำให้การขับเคลื่อนให้นโยบายไม่ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมได้ตามที่หาเสียงได้ อาจมีการเลื่อนระยะเวลาดำเนินการ หรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในแนวนโยบายจนเบี่ยงเบนไม่สอดคล้องกับที่เคยประกาศหาเสียงไว้
“ตำหนิติเตียนนโยบายเก่าเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง” โดยชี้ให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายที่มีความถูกต้องมากกว่า ยิ่งกว่านั้นวิจารณ์ถึงข้อเสียของนโยบายเก่า แต่มักหลีกเลี่ยงการเสนอแนะแนวทางการดำเนินแบบอื่นๆ หรือไม่สามารถกำหนดนโยบายใหม่เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดจากนโยบายที่ได้ดำเนินการมาแล้ว
.... ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ “นโยบาย” จะต้องเดินควบคู่ไปกับ “ความถูกต้อง” และ “ความซื่อสัตย์” รักษาคำพูดตามที่ผู้สมัครประกาศหาเสียงไว้จะเป็นเรื่องจริงที่มุ่งมั่นนำมาปฏิบัติได้ ไม่ใช่มุ่งสร้างนโยบายสวยหรูเพื่อเป็นสะพานทอดข้ามไปยังเกียรติยศ ชื่อเสียง และผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับโดยไม่สนใจไยดีถึงความเดือดร้อนของประชาชนอย่างจริงใจ






