วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน 2569

Login
Login

'ค้าปลีก'ปี'56คึกคัก ชูแหล่ง'ชอปปิงโลก'เทียบเวิลด์คลาส

'ค้าปลีก'ปี'56คึกคัก ชูแหล่ง'ชอปปิงโลก'เทียบเวิลด์คลาส

ปีมะเส็ง 'ธุรกิจค้าปลีก' ในกลุ่มห้างสรรพสินค้า จะเป็นเซ็คเตอร์หนึ่งที่เห็นความเคลื่อนไหวคึกคัก ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา

บรรดา "ทุนใหญ่ค้าปลีก" ต่างทุ่มงบสยายปีกธุรกิจ เพื่อเบ่งความใหญ่จากขนาดชิงความหรูหราลักชัวรี่กันสุดฤทธิ์สุดเดช รองรับกำลังซื้อที่เชื่อว่าจะเพิ่มมากขึ้น จากความเชื่อที่ว่า เศรษฐกิจปีนี้น่าจะไฉไลกว่าปีที่ผ่านมา โดยหลายโครงการที่ประกาศลงทุนจะทยอยแล้วเสร็จในปีนี้ ทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับโอกาสจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ยกระดับแหล่งชอปปิงไทยให้ติดอันดับต้นๆ ของเอเชียจากปัจจุบันไทยรั้งอันดับ 6-7 โดยมีฮ่องกงเป็นเบอร์ 1 ตามมาด้วยมาเลเซีย

ความเคลื่อนไหวแรกสุด รับเปิดศักราชด้วยการสร้างสีสันของกลุ่มสยามพิวรรธน์ ของ "ชฎาทิพ จูตระกูล" กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน ที่เตรียมการมาอย่างดี แถลงข่าวอวดโฉมใหม่ (แกรนด์ โอเพ่นนิ่ง) ของสยามเซ็นเตอร์ ถือฤกษ์ดีในวันที่ 11 ม.ค. 56 นี้ หลังทุ่มงบ 1,000 ล้านบาท ใช้เวลา 5 เดือนในการรีโนเวทไปตั้งแต่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา

นับเป็นการพลิกโฉมสยามเซ็นเตอร์ครั้งใหญ่ในรอบ 4 ทศวรรษ (40ปี) บนความคาดหวังจะทำให้แหล่งชอปปิงเดิมๆ ก็กลายเป็น IDEAOPOLIS หรือศูนย์กลางแห่งไอเดีย จินตนาการ งานสร้างสรรค์ ศิลปะ แฟชั่น เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์

ก่อนหน้านี้ ชฎาทิพ เคยบอกไว้ว่า หลังปิดปรับปรุงสยามเซ็นเตอร์จะทำให้มี Traffic เพิ่มขึ้นอีกราว 50% หรือมีลูกค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 1-1.5 แสนคน โดยจะเพิ่มไลน์สินค้าที่เป็นอินเตอร์แบรนด์มากขึ้น และจะเพิ่มสัดส่วนลูกค้าต่างชาติจาก 40 % เป็น 50% พร้อมไปกับการซินเนอร์ยี่กับ "ทั้งสาม" ศูนย์การค้าในเครือข่าย

มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส สายส่งเสริมธุรกิจ บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด บอกว่า การแกรนด์โอเพ่นนิ่งสยามเซ็นเตอร์ในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความตื่นตาตื่นใจให้วงการค้าปลีกไทย

"เป็นครั้งแรกที่เราได้ปรับศูนย์ตามที่โม้ไว้ มีการผนวกแนวคิดใหม่ๆ ไม่ซ้ำแบบใคร และในโลกนี้ยังไม่มีใครทำ” เธอบอกแบบนั้น

ไม่ว่าจะเป็นการดึงแบรนด์เนมชั้นนำ ที่ยังคงเป็นแม็กเน็ตในดึงดูดบรรดาแฟชั่นนิสต้าให้มาชอปปิง อาทิ Superdry สตรีทแฟชั่นจากสหรัฐฯ, Trucco และ Blan co สินค้าแฟชั่นจากสเปน ,Models Own เครื่องสำอางกลุ่มน้ำยาทาเล็บจากสหรัฐ, Love Moschino เครื่องประดับหรือแอ็คเซสเซอรี่จากอิตาลี, และ Bliss สบู่ชื่อดังจากสหรัฐฯ

ส่วนไฮไลต์เด็ดที่จะมาเอาใจนักชอปนั่นคือการดึงสินค้า Exclusive Brand มาจำหน่ายเฉพาะสยามเซ็นเตอร์เท่านั้น ซึ่งร้านค้า 300 ร้าน จะต้อง “สต๊อก” คอลเล็คชั่นพิเศษ “20%” ไว้ป้อนศูนย์การค้าแห่งนี้

จุดเด่นอีกอย่างของสยามเซ็นเตอร์ คือการดึง Digital Marketing มาใช้ทั้งศูนย์ ติดตั้งจอทีวี 500 จุด พร้อม Hardware ที่พัฒนาขึ้นมาให้ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ “ล้ำ” แซงห้างค้าปลีกทั่วโลก

ที่สำคัญจอทีวียังทำให้เกิด Interactive ระหว่างลูกค้าและร้านค้า ซึ่งเป็นกลยุทธ์การ “ปั๊ม” ยอดขายให้กับร้านค้าภายในศูนย์ฯด้วย

“ความเหนื่อยจะหายไปหมด เพราะเป็นการประกาศห้างไทยไปสู่ระดับโลก ทุนค้าปลีกไทยแข่งขัน ไม่แพ้ ใครแน่นอน” เธอเชื่อมั่น

ขณะที่เป้าหมายสำคัญของสยามพิวรรธน์ คือการผลักศูนย์การค้าให้ขึ้นแท่น “เบอร์ 1” ของเอเชีย ในด้านคุณภาพและการจับกลุ่มเป้าหมายกระเป๋าหนักหรือลูกค้าระดับไฮเอนด์ “ Aim หรือความตั้งใจของเราจะเป็นเบอร์ 1 ในการเป็นดีเวลอปเปอร์ รีเทล ที่มุ่งเรื่องคุณภาพ

"แม้ยอดขายและสาขาของเรายังสู้กลุ่มเซ็นทรัล หรือเดอะมอลล์ กรุ๊ปไม่ได้ แต่วันนี้ก็เชื่อมั่นว่าเราเป็น ท็อป 3”

ไม่เฉพาะสยามพิวรรธน์ "ศูนย์การค้าเกษร" ของ ชาญ ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการ เกษร แลนด์ แอสแซท แมนเนจเม้นท์ จำกัด จะเป็นอีกห้างหรูที่รีโนเวทแล้วเสร็จในปีนี้ หลังประกาศทุ่มงบ 1,000 ล้านบาทเนรมิตห้างหรู โดยหวังจะทำให้ทราฟฟิกเพิ่มขึ้น 100% ต่อวัน หรือ 8-9 ล้านคนต่อปี

“เราเห็นแล้วว่าในอนาคตตลาดสินค้าแบรนด์เนมยังจะไปได้อีกไกล หลังจากเปิดเออีซีตลาดจะใหญ่มากขึ้น นักท่องเที่ยวจะเดินทางได้สะดวกขึ้น” ชาญ บอกเช่นนั้น

อีกโครงการที่จะเปิดตัวในปีนี้ คือ โครงการเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ของกลุ่มเซ็นทรัล ที่เนรมิตที่ดินบริเวณสถานทูตอังกฤษเดิม (ถนนเพลินจิต ตัดกับสี่แยกวิทยุ) ให้เป็น Luxury Retail Destination แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของแบรนด์หรู ด้วยมูลค่าเงินลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท ภายใต้การบริหารงานโดยบริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ CRC โดยมี ชาติ จิราธิวัฒน์ นั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ เน้นจับตลาดนักท่องเที่ยวและต่างชาติเป็นหลักจากการเกิดขึ้นของเออีซี รวมไปถึงการรีโนเวทศูนย์การค้า "เอ็มบีเค เซ็นเตอร์" ชื่อเดิมมาบุญครอง ด้วยงบ 500 ล้านบาท หลังการต่อสัญญาเช่ากับทางสำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ อีก 20 ปี ซึ่งจะแล้วเสร็จในปีนี้

นี่เป็นเพียงโครงการที่จะเปิดตัวในปีนี้ ยังมีอีกหลายโครงการของทุนค้าปลีกไทย ที่จะทยอยแล้วเสร็จในปี 2557- 2558 อาทิ โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านเจริญนคร มูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ของสยามพิวรรธน์ที่ร่วมทุนกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) และแมกโนเลีย จะเปิดตัวในปี 2558

โครงการบลูพอร์ต หัวหิน รีสอร์ท มอลล์ เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด และกลุ่มบริษัทประยูรวิศว์ จำกัด ตระกูลลิปตพัลลภ ซึ่งจะเปิดตัวในปลายปี 2558 อีกโครงการของเดอะมอลล์กรุ๊ป คือ การทุ่มงบกว่า 14,000 ล้านบาท ผุดโปรเจคเอ็มโพเรียม 2 หรือ “เอ็มควอเทียร์” ร่วมทุนกับกลุ่มโสภณพนิช ซึ่งอยู่ตรงข้ามเอ็มโพเรียม สุขุมวิท 24 ที่จะเปิดตัวในปี 2557 รวมถึงการรีโนเวทแหล่งชอปปิงย่านสยามสแควร์ แยกปทุมวันของแลนด์ลอร์ด" ตัวจริงอย่าง "สำนักงานทรัพย์สินแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ที่จะทยอยแล้วเสร็จราวปี 2558

ก่อนหน้านี้กลุ่มทุนเกษร ยังทุ่มเงินอีกกว่า 4,000 ล้านบาท สร้าง "ห้างเกษร 2" ที่จะเป็นการร่วมทุนกับกลุ่ม "ฮ่องกงแลนด์" พันธมิตรเก่าแก่ของ LVMH บริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมชื่อดังระดับโลกกว่า 50 แบรนด์ ที่จะมาร่วมในโปรเจคนี้ โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2557 แล้วเสร็จในปี 2560-2561