อย่าเข้าใจผิดครับ วันนี้ผมไม่ได้เขียนเรื่อง ละคร แต่กำลังจับประเด็น สื่อ และ การสื่อสาร
ระหว่างรัฐบาลกับประชาชนที่มากับข่าวคราวเรื่องการระงับการออกอากาศละคร “เหนือเมฆ 2” ที่กำลังเป็นหัวข้อถกแถลงกันอย่างกว้างขวางขณะนี้
ความจริงถ้าปล่อยให้ละครเรื่องนี้ออกอากาศให้จบไปตามผังรายการเดิม ก็คงไม่มีเรื่องมีราวอะไรให้ต้องวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เพราะคนที่ติดตามก็ไม่ได้เห็นเป็นประเด็นการเมืองอะไรมากมาย ส่วนคนที่ไม่ได้ดูก็คงไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่ามีปัญหาอะไรกับละครเรื่องนี้
ผมพยายามจะสืบหาเนื้อหาของเรื่องว่ามัน “ละเอียดอ่อน” ตรงไหนอย่างไรเพื่อทำความเข้าใจกับอัตราความร้อนแรงของการแสดงความเห็นในแวดวง social media ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็บังเอิญได้อ่านเจอข้อความที่น่าสนใจยิ่งของ อาจารย์พิรงรอง รามสูต แห่งคณะนิเทศศาสตร์, จุฬาฯใน Facebook ของท่านเมื่อวานนี้ จึงขออนุญาตนำมาเล่าขานกันต่อเพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้
---------------------------------------
...“ปกติไม่เคยดูละครเหนือเมฆ 2 จริงๆ จังๆ นั่งดูเป็นเพื่อนลูกชายบ้าง บางที แต่พอมันโดนแบนไปแบบมีเงื่อนงำ ก็เลยพยายามหาคำตอบ ตามประสาคนถูกปิดกั้น ถามไปที่คนที่รู้จักแถวช่อง 3 ก็เจอคำตอบประมาณว่า ตอนนี้ช่อง 3 อยู่ในจุดที่น่ากลัวมากทางการเมือง ใครๆ ก็ไม่กล้าทำอะไรแล้ว ถามไปทาง กสทช. ก็ยืนยันว่าคือเรื่องการเซนเซอร์ตัวเองของสถานี (ไม่ใช่กำกับดูแลตนเอง เพราะไม่เหมือนกัน) พอมานั่งอ่านเรื่องย่อละครก็เจอ keyword กับเค้าโครงเรื่องที่น่าสนใจอยู่บางจุด ดังนี้
ดร.แพรไพลิน นางเอกเป็น ลูกสาว เพชรแท้ เจ้าแม่ธุรกิจเครือข่ายสื่อสารอันดับหนึ่งของเมืองไทย แพรไพลิน ไม่พอใจการทำธุรกิจแบบไม่ซื่อตรงของแม่ ดร.เมฆา นายกรัฐมนตรีผู้ซื่อตรงมีปากเสียงอย่างรุนแรงกับจักร นักการเมืองดาวรุ่งเรื่องสัมปทานดาวเทียม ดวงใหม่ เพราะจักร ต้องการให้เครือข่ายของเพชรแท้ ได้รับอนุมัติ เมฆา ถึงกับประกาศปลดจักร ออกจากทุกตำแหน่ง แต่ทำอะไรจักร ไม่ได้เพราะจักร มีจอมขมังเวทย์ชื่อ "วิญญู" คอยช่วยเหลือ
ตอนจบ วิญญู โดนธรณีสูบ บทบรรยายว่า "ปรากฏธรณีแยกแตกออกเป็นรอยร้าว ดูดกลืนร่างวิญญู ตกลงไปภายในคล้ายต้องการฝังกลบความเลวร้ายให้สูญสิ้น วิญญูขาดใจตายไปตรงนั้นพร้อม ๆ กับที่ร่างโดนดูดกลืนหายวับไปในพริบตา !"
แต่ดูยังไง ก็ยังไม่เห็นว่าจะผิดมาตรา 37 ของ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ตรงไหน เพราะมาตรานี้บอกห้ามอยู่สาม สี่ เรื่องเกี่ยวกับเนื้อหาคือ
1) ที่มีลักษณะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2) ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน
3) ที่เข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง
แล้วตอนจบที่คนชั่วถูกธรณีสูบนี่มันผิดข้อไหนอ่ะ? ช่วยให้ความกระจ่างด้วยค่ะ”...
---------------------------------------
ผมอ่านแล้วก็เห็นตรงกับ ดร. พิรงรอง มีความน่าฉงนสนเท่ห์ไม่น้อยในละครซ้อนละคร “เหนือเมฆ” เพราะทั้งช่อง 3 และรัฐบาลยังไม่สามารถชี้แจงให้ประชาชนเกิดความกระจ่างได้ว่าความสงสัยเรื่อง “แทรกแซง” ทางการเมืองนั้นมีเค้าลางอย่างไรบ้าง
เพราะหากอ้าง มาตรา 37 ของ พระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 อย่างที่เป็นข่าว, ก็จะเกิดคำถามต่อมาว่ารายการทีวีจำนวนไม่น้อยอาจจะเข้าข่ายออกอากาศไม่ได้ เพราะสามารถตีความว่า "มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน" โดยผู้มีอำนาจได้ง่าย ๆ
“ละครน้ำเน่า” ทางทีวีหลายเรื่องก็เข้าข่าย "มีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง" ได้เช่นกัน
ส่วนพล็อตเรื่องนักการเมือง, เจ้าพ่อสื่อ, และสัมปทานดาวเทียมกับคอร์รัปชัน เป็นเนื้อหาที่สะท้อนสังคมไทยในความเป็นจริงที่ไม่มีใครไม่รู้ และหากคนชั่วจบลงด้วยการถูกธรณีสูบ, ก็น่าจะเป็น happy ending สำหรับสังคมไทยที่กำลังเรียกร้องให้มีการจัดการกับคนเลว ๆ ...เมื่อระบบสังคมเองแก้ปัญหาไม่ได้ ละครเรื่องนี้ก็ยังอุตส่าห์ปลอบใจคนไทยว่ายังมี “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้ เป็นการให้กำลังใจคนไทยว่าอย่าเพิ่งสิ้นหวังและท้อถอย ผมว่าจบได้สวยด้วยซ้ำไป
สรุปว่าเรื่องนี้รัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้สั่งช่อง 3 ให้ทำหรือไม่ให้ทำอะไร...ช่อง 3 บอกว่าที่ต้องระงับเพราะมี “เนื้อหาไม่เหมาะสม” ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกเพราะก่อนออกอากาศตอนแรกไม่ทราบว่า “เนื้อหาเหมาะสม” หรือไม่อย่างไรกระนั้นหรือ?
สังคมวันนี้ทีวีไม่ได้เป็นผู้ผูกขาดการสื่อสารด้านเดียวอีกต่อไป คนที่เข้าไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกันใน social media ต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนกว่าเพียงคำแถลงการณ์สั้น ๆ ที่ทำให้เกิดคำถามมากกว่าคำตอบ
ความศักดิ์สิทธิ์ของคำว่า “สัมปทาน” ที่เคยกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองเพราะนักการเมืองและนักธุรกิจแอบทำอะไรกันลับหลังประชาชนได้ง่าย ๆ กำลังจะถูกยุคดิจิทัลสลายความสามารถในการผูกขาดธุรกิจ และวงการสื่อสารมวลชนอย่างปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป
social media อย่าง YouTube, Facebook, Twitter และเว็บไซต์ทั้งหลายต่างก็กลายเป็น “จัตุรัสสาธารณะ” ที่นำเสนอสิ่งที่สื่อดั้งเดิมเช่นฟรีทีวีไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างคล่องแคล่วฉับพลันและกว้างขวาง
ภายใต้หลักการแห่งการถามหาผู้ต้องรับผิดชอบในการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายนั้น ภาษานิเทศศาสตร์เรียกว่า public accountability
ภาษาชาวบ้านง่าย ๆ คือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องตอบให้ได้ว่า “มันเกิดอะไรขึ้น? แล้วใครต้องรับผิดชอบ?”





