พลังงานเร่งหาข้อสรุปด้านกฎหมาย ดึงเงินกองทุนอนุรักษ์ฯ 7.5 พันล้านบาท ผุดท่อส่งน้ำมันภาคอีสานและภาคเหนือ มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยถึงโครงการท่อส่งน้ำมันจากจ.สระบุรี-จ.นครราชสีมา-จ.ขอนแก่น และจ.สระบุรี-จ.นครสวรรค์-จ.พิษณุโลก ว่า กรมฯจะหารือกับสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)ซึ่งดูแลกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ในประเด็นข้อกฎหมายว่าสามารถนำเงินกองทุน ประมาณ 7,500 ล้านบาท มาใช้ในการลงทุนโครงการได้หรือไม่ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงาน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนอนุรักษ์ฯ
นอกจากนี้ กรมฯจะเจรจากับบริษัทท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด หรือแทปไลน์ ถึงความเป็นไปได้ที่แทปไลน์จะเข้าร่วมลงทุนในโครงการนี้ หรือการขายกิจการดังกล่าวคืนให้รัฐ เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการที่เกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงาน คาดว่าจะนำข้อสรุปรายงานต่อนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ในเร็วๆนี้
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมธุรกิจพลังงานศึกษาโครงการลงทุนท่อส่งน้ำมัน มูลค่าประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาทหลายแนวทาง หากลงทุนเชื่อมต่อกับแนวท่อเดิมของแทปไลน์ ซึ่งวางท่อจากมาบตาพุดมายังลำลูกกา และจ.สระบุรี โดยแนวทางที่รัฐต้องการมากที่สุดคือการให้แทปไลน์เป็นผู้ลงทุน แต่การที่ภาครัฐกำหนดผลตอบแทนการลงทุนเพียง 11% ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นแทปไลน์ โดยเฉพาะบริษัทน้ำมันต่างประเทศ เช่น เชฟรอน เชลล์ เอสโซ่ ไม่สนใจลงทุน เพราะต้องการได้ผลตอบแทนการลงทุนสูงกว่า 15% และหากรัฐต้องลงทุน จะเป็นการวางแนวท่อเส้นใหม่ ใช้เงินลงทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยอาจใช้เงินจากกองทุนอนุรักษ์ฯหรือซื้อคืนกิจการจากเอกชนเพื่อดำเนินการเอง
ส่วนแนวทางอื่น เช่น การให้บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ในฐานะผู้ถือหุ้นแทปไลน์ ซึ่งถือหุ้นร่วมกับบริษัท ไทยออยล์ จำกัด ในสัดส่วน 40% เจรจาซื้อหุ้นให้ได้มากกว่า 75% เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ แต่แนวทางทั้งหมดยังไม่มีข้อสรุป โดยรัฐพยายามรักษาท่าทีการเจรจา เพื่อไม่ให้เกิดภาพว่าบีบบังคับให้บริษัทน้ำมันต่างชาติถอนหุ้นจากกิจการดังกล่าว
สาเหตุที่ต้องลงทุนท่อส่งน้ำมันไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ เพราะต้องการให้ผู้บริโภคใช้น้ำมันราคาเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งกองทุนอนุรักษ์ฯ จะได้รับเงินคืนจากอัตราค่าผ่านท่อที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ โดยผลศึกษาเบื้องต้นพบว่าโครงการนี้จะช่วยลดค่าขนส่งน้ำมันโดยรถบรรทุกปีละประมาณ 2.5 พันล้านบาท และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของประเทศใน15 ปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6.2 หมื่นล้านบาท






