ทั่วโลกต่างโล่งอกที่สหรัฐสามารถแก้ไขปัญหา "หน้าผาการคลัง" ว่าด้วยการขึ้นภาษีและการลดการใช้จ่ายอย่างอัตโนมัติลงได้
เพราะหากปล่อยให้มีการตกหน้าผาตามที่หลายฝ่ายหวาดผวา เศรษฐกิจสหรัฐก็อาจพลอยตกสู่ภาวะถดถอยไปด้วย ซึ่งหากสภาพการณ์เป็นเช่นนั้นจริงก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วย แม้ความเคลื่อนไหวของการแก้ปัญหา "หน้าผาการคลัง" สำเร็จ อาจเป็นชัยชนะสำหรับทำเนียบขาวและซีกรัฐบาล ที่สามารถต่อรองกับพรรครีพับลิกัน อันเป็นฝ่ายค้านในสภา จนสามารถผ่านร่างกฎหมายไปได้ในที่สุด และช่วยให้ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก รอดพ้นจากการตกสู่ภาวะถดถอยไปได้
แต่งานข้างหน้ายังมีอีกมาก เพราะการลดการใช้จ่ายและลดงบประมาณนั้น ยังเป็นเรื่องที่ต้องเจรจากันช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งยังมีประเด็นของการเพิ่มเพดานหนี้ อันล้วนเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นหนทางข้างหน้าสำหรับรัฐบาลสหรัฐจึงมีงานต้องทำอีกมาก เพื่อให้การแก้ปัญหาต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างลุล่วง และที่สำคัญยิ่งคือการแก้ปัญหาในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ หรือการใช้จ่าย ดังที่ภาคธุรกิจอเมริกันระบุว่าข้อตกลงแก้ปัญหา "หน้าผาการคลัง" นั้น ไม่เพียงพอที่จะสกัดหรือยับยั้งการเพิ่มขึ้นของหนี้สินประเทศ ซึ่งมีจำนวน 16 ล้านล้านดอลลาร์ เพราะกว่าจะต่อรองกันจนเป็นที่พอใจได้ ก็ล่วงเวลานาทีแทบจะสุดท้าย ส่งผลให้ได้ข้อตกลงที่ไม่ครอบคลุมนัก
คำเรียกร้องของภาคธุรกิจสหรัฐ คล้ายคลึงกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่ระบุว่าสภาสหรัฐมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยในการแก้ไขการขาดดุลงบประมาณระยะยาวและปัญหาหนี้ของประเทศ ดังนั้นสหรัฐจึงต้องทำอีกมากเพื่อให้งบประมาณของประเทศกลับไปในภาวะยั่งยืนและไม่กระทบต่อการฟื้นตัวอันเปราะบาง นอกจากนั้น แม้ได้ข้อตกลงแก้ปัญหา "หน้าผาการคลัง" เรียบร้อยแล้ว แต่การขึ้นภาษีตามข้อตกลงระหว่างทำเนียบขาวกับพรรครีพับลิกัน และการหักภาษีเงินเดือนในอัตราที่สูงขึ้นสำหรับคนงานทุกคน จะดูดเม็ดเงินจำนวนหนึ่งออกจากระบบเศรษฐกิจ จนอาจกระทบต่อการขยายตัวของสหรัฐได้ในระดับหนึ่ง
ดังนั้น แม้ว่า "หน้าผาการคลัง" สำเร็จลุล่วงไปได้ แต่ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ยังรออยู่ข้างหน้าก็มีอยู่จำนวนหนึ่งเช่นกัน อีกทั้งนอกจากสหรัฐแล้ว สถานการณ์ในภูมิภาคยุโรปและเศรษฐกิจเอเชียเอง ก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพราะปัญหาในยุโรปนั้น เป็นปมระยะยาวที่กำลังแก้ไขกันอยู่และต้องอาศัยเวลาพักใหญ่ในการจัดวางโครงสร้างและสะสางหนี้สินต่างๆ ส่วนจีนที่เป็นความหวังของหลายชาติ ก็รายงานตัวเลขเศรษฐกิจระยะหลังดีขึ้น
ดังนั้น การจัดวางแนวทางทั้งของภาครัฐและเอกชนไทยเอง เพื่อรับมือผลกระทบต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างต่อเนื่อง และพิจารณาให้รอบด้าน เพื่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาวของไทยเอง รวมถึงการจัดทำแนวทางใหม่ๆ อย่างการหันไปทำการค้ากับประเทศในเอเชียด้วยกัน หรือหาตลาดใหม่ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบและความเสี่ยงต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและการส่งออก ในช่วงที่ซีกโลกตะวันตกและประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งหลายในโลก กำลังอ่อนแรง หากทำเช่นนี้ได้เศรษฐกิจไทยก็จะสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมั่นใจมากขึ้นในศักราชใหม่นี้






