สิงคโปร์หนีพ้นเศรษฐกิจตกต่ำ หลังจีดีพีเพิ่มขึ้น 1.8% ในไตรมาสที่สี่ของปี"55
ในช่วงเวลาสามเดือนสุดท้ายของปีพ.ศ. 2555 สิงคโปร์มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำตามที่นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์เอาไว้ได้ หลังจากธุรกิจบริการได้รับความนิยม และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี หดตัวลงในช่วง 3 ไตรมาสแรกก่อนหน้านี้
การค้าของสิงคโปร์ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากเศรษฐกิจตะวันตกที่กำลังเผชิญวิกฤต ทำให้ความต้องการต่อสินค้าส่งออกลดลง นอกจากนี้ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศก็ไม่สามารถเพิ่มอุปสงค์ของสมาร์ทโฟนแบบประเทศคู่แข่งอย่าง เกาหลีใต้และไต้หวันได้
จีดีพีของสิงคโปร์ขยายตัวขึ้น 1.8% ในไตรมาสที่สี่ของปี โดยผิดกับอัตราจีดีพีที่หดตัวลง 6.3% ในไตรมาสที่สาม (กรกฎาคม-กันยายน) สาเหตุการปรับตัวขึ้นของจีดีพีอย่างน่าตกใจในครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากหดตัวลงของตัวเลขในช่วง 9 เดือนแรกของปีพ.ศ. 2555
การผลิตเป็นหนึ่งในสี่ของปัจจัยหลักที่มีส่วนช่วยสนับสนุนจีดีพีของสิงคโปร์ ในขณะที่ภาคบริการมีสัดส่วนอยู่ที่สองในสามของปัจจัยที่มีผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ
ก่อนหน้านี้ นักเศรษฐศาสตร์ ได้คาดการณ์เอาไว้ว่า เศรษฐกิจของสิงคโปร์จะปรับตัวลงในไตรมาสที่สี่และ และเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นเดียวกับญี่ปุ่น แต่ทั้งนี้ทั้งนี้ การคาดการณ์ทั้งหมดมาจากตัวเลขจีดีพีที่หดตัวลงในช่วงไตรมาสก่อนๆ แต่ในขณะนี้ ผลงานของสิงคโปร์ ถือว่า เป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ด้านภาคการผลิตของสิงคโปร์หดตัวลง 10.8% ในไตรมาสที่สี่ ซึ่งแย่กว่าในไตรมาสที่สาม ที่อัตราการหดตัวลงอยู่ที่ 9.9%
รัฐบาลได้ออกมาประกาศว่า การฟื้นตัวของภาคบริการเกิดจากการรีเบานด์ในการค้าแบบปลีกและส่ง รวมไปถึงธุรกิจการเงินและประกันภัย โดยนักวิจัย กล่าวว่า ในอนาคต ภาคการผลิตดูเหมือนจะไม่มีการพัฒนาใดๆ ผิดกับภาคบริการที่ดูจะมีแนวโน้มในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทางด้านคิต เหวย จาง จากซิตี้แบงค์ ยังคงเฝ้าดูภาพรวมของสิงคโปร์ด้วยความระมัดระวัง ท่ามกลางสัญญาณการอ่อนตัวลงในภาคส่งออกของเอเชียเหนือ
ก่อนหน้านี้ ลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวในการปราศรัยช่วงปีใหม่ว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น แต่เขาคาดว่าเศรษฐกิจของสิงคโปร์จะเติบโตขึ้น 1% ถึง 3% ในปีพ.ศ. 2556
นอกจากนี้ บางอุตสาหกรรมยังเจอปัญหาในการจ้างพนักงานอีกด้วย อันเป็นผลมาจากมาตรการของรัฐบาลในการห้ามจ้างแรงงานต่างชาติที่มีราคาถูก โดยรัฐบาลได้รับความกดดันมาจากประชาชน ซึ่งโทษว่าเป็นเพราะจำนวนชาวต่างชาติในประเทศที่เพิ่มขึ้นช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ราคาที่ดินแพงขึ้น ค่าจ้างคงที่ และทำให้ระบบคมนาคมแออัด
ขณะนี้รัฐบาลกำลังพยายามทำให้บริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับผลผลิตจากธุรกิจของตน แทนการส่งเสริมอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจผ่านทางการใช้แรงงานต่างด้าว






