ผ่านพ้นปี 2555 สู่ปี 2556 ที่ผมเชื่อว่าเราย่อมพบกับอนาคตที่สดใสขึ้น แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คู่กับคนทำธุรกิจอยู่เสมอก็คือ ความไม่แน่นอน
ที่อยู่คู่กับเรามา 5-6 ปีแล้ว ทำให้เราต้องปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงทุกปี
หนึ่งในตัวแปรที่ทำให้เราต้องปรับตัวครั้งใหญ่ก็คือ “นวัตกรรม” ที่ผลักดันให้ต้องปรับวิธีคิด ปรับรูปแบบการทำงานเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการที่มีแทนที่จะแข่งขันกันลดต้นทุน ลดราคา ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็จะไม่มีใครได้อะไรเลย
สัปดาห์ที่แล้วได้เปิดประเด็นถึงจุดกำเนิดของนวัตกรรมที่ต้องอาศัยการปรับตัวและปรับวิธีคิดเสียใหม่เพื่อสร้างกลไกในการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งต้องอาศัยการเชื่อมโยงความคิดหลายๆ ส่วนเข้าด้วยกัน ทั้งความคิดเก่าที่อาจไม่เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคในอดีตแต่ตรงกับความต้องการในวันนี้
และข้อสองคือต้องรู้จักตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งการตั้งคำถามจะเป็นการเปิดโอกาสให้เราแสวงหาคำตอบและทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ก่อให้เกิดเป็นความคิดที่อยู่นอกกรอบและนำมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมได้เช่นกัน
มาต่อกันที่ข้อ 3 คือความช่างสังเกต เพื่อที่จะดูคนอื่นให้ทะลุ จะได้เกิดความคิดใหม่ และวิธีการใหม่ เพราะคนสร้างนวัตกรรมต้องเป็นคนที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศอุตสาหกรรม ระบบการค้า ระบบเทคนิค รวมถึงพฤติกรรมของคน และโครงสร้างของสังคมที่เปลี่ยนไป ฯลฯ
การหมั่นสังเกตย่อมทำให้เราเห็นปัญหา และปัญหาก็ย่อมทำให้เราเห็นเป็นโอกาส โดยจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดก็คือการหมั่นสังเกตลูกค้าของเรา เพราะลูกค้าเป็นคนที่จะตัดสินว่าธุรกิจของเราหรือสินค้าใหม่ของเราจะสำเร็จหรือไม่ จึงไม่ควรกลัวที่จะสนทนากับลูกค้า แม้บางทีจะได้คำตอบที่ไม่ต้องการ หรือโดนลูกค้าต่อว่าก็ตาม
เพราะคำต่อว่า หรือคำร้องเรียนนั้นเป็นความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคที่จะชี้ให้เห็นว่าปัญหาของเราอยู่ที่ไหน และเมื่อเรารู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน สิ่งใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้น ตลอดจนเปิดโอกาสให้ได้ถามลูกค้าต่อไปว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีอะไรจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น หรือสินค้านี้มีอะไรที่เป็นอุปสรรคในการใช้งานบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะกระตุ้นให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่มาจากความต้องการของผู้บริโภคจริงๆ
ข้อ 4 ต้องรู้จักที่จะหาเครือข่ายใหม่ๆ เพราะในสังคมไม่ได้มีแค่เฉพาะกลุ่มที่เราชอบ แต่ต้องมีทั้งกลุ่มที่เราชอบและไม่ชอบ เราต้องแสวงหาความหลากหลายทั้ง อายุ อาชีพ ความสนใจต่างๆ ฯลฯ ถ้ามีเน็ตเวิร์คที่หลากหลาย ก็จะสามารถเห็นมุมมองที่ต่างกัน และจะเกิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทางกลับกันเราอาจมีไอเดียที่เกิดขึ้นและอยากลองใช้กลุ่มต่างๆ เหล่านี้เพื่อทดลองว่าวิธีคิดของเราถูกต้องหรือไม่ การที่จะฝึกเพื่อให้เน็ตเวิร์คนั้นเกิดประโยชน์สูงสุด คือ เราต้องไม่ปฏิเสธทุกๆ ความคิดเห็น เพราะเขาอาจเป็นลูกค้าในอนาคตของเรา
การแสวงหากลุ่มหรือเน็ตเวิร์คใหม่ๆ เป็นการก้าวออกนอกกรอบเดิมๆ แต่ต้องรู้จักเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลควบคู่ไปด้วย เพราะการวิเคราะห์ข้อมูลจากแต่ละกลุ่มก็จะยิ่งทำให้เราได้ความหลากหลายของข้อมูลจากลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นสังคมใด รวยหรือจน คนในเมืองหรือต่างจังหวัด ยิ่งมากก็ยิ่งได้ความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย
แต่ส่วนสำคัญในการเก็บข้อมูลที่แต่ละเน็ตเวิร์คเหล่านี้ก็คือการแยกแยะและจับประเด็นที่สำคัญและไม่สำคัญแยกออกจากกัน แล้วนำเอาข้อสรุปเหล่านั้นมาต่อยอดให้สินค้าและบริการของเราก็ทำให้เกิดนวัตกรรมในองค์กรได้เช่นกัน
ข้อสุดท้าย ต้องกล้าทดลอง เพราะคนส่วนใหญ่มักพูดแล้วไม่ทำ บางคนก็ไม่กล้าคิดไม่กล้าพูดและไม่กล้าทำ ในขณะที่คนบางกลุ่มที่กล้าคิดกล้าพูดแต่ไม่กล้าทำ เพราะกลัวความผิดพลาดหรือความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งนี่เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงสำหรับนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์
เพราะการทำแบบเดิมซ้ำๆ โดยไม่กล้าออกจากกรอบจะไม่มีทางทำให้เราคิดค้นอะไรใหม่ๆ ได้เลย เราจึงต้องหาทางฝึกตัวเองให้กล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่อยู่นอกกรอบความคิดเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นงานใหญ่หรืองานเล็กๆ ก็ตาม
แน่นอนว่าการหาญกล้าทำสิ่งใหม่อาจมีโอกาสสำเร็จ แต่ก็มีโอกาสล้มเหลวพอๆ กัน เราจึงต้องกล้ามองความผิดพลาดเป็นต้นทุนของความสำเร็จในอนาคต และยังเป็นต้นทุนที่จะทำให้เราไม่ผิดพลาดซ้ำรอยเดิม ยิ่งทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต
ความกล้าล้มเหลวจึงเป็นปัจจัยอันดับสุดท้ายที่จะทำให้เรามองเห็นหนทางในการสร้าง “นวัตกรรม” รับปี 2556 ที่เพิ่งมาถึง ซึ่งผมเชื่อว่ายังเป็นอีกหนึ่งปีที่มีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า และเป็นปีที่เปิดโอกาสให้แก่ผู้อ่านทุกท่านได้รับสิ่งดีๆ มากกว่าที่เคย
...สวัสดีปีใหม่ครับ






