นักการเมืองมักไม่มองอะไรยาว เพราะเป็นห่วงแค่การเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ประเทศชาติต้องการแผนระยะกลางและระยะยาว
ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของนักวางแผนเอกชนที่จะต้องมองอนาคตของบ้านเมืองด้วยสายตายาวไกลกว่าพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้เท่านั้น
ยิ่งถ้าหากผู้มีอำนาจใช้นโยบาย “ประชานิยม” เพื่อผลทางการเมืองระยะสั้น ก็ยิ่งทำให้คนไทยคิดเรื่องระยะยาวน้อยลง และหากเราไม่วางแผนปรับตัวเพื่อคนรุ่นต่อไป ก็น่าห่วงอย่างยิ่งว่าลูกหลานจะอยู่กันอย่างไรในวันข้างหน้าที่คนรุ่นนี้ยืมอนาคตมาใช้หมดเสียตั้งแต่วันนี้
รายงานธนาคารโลกมองประเทศไทยว่าอีก 15-20 ปีข้างหน้า หากไทยต้องการขยายเศรษฐกิจของตน จะปล่อยให้โครงสร้างเศรษฐกิจเป็นอย่างที่เป็นอยู่ไม่ได้
เพราะเขาวิจัยแล้ว พบว่า ภาคเกษตรไทยใช้แรงงาน 38% ของแรงงานทั้งประเทศ แต่ผลิตสินค้าออกมาเป็นมูลค่าเพียง 8% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศทั้งหมด หรือที่เรียกว่า GDP
อีกด้านหนึ่ง คือ ภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน 14% แต่มีมูลค่าถึง 46% ของ GDP
ขณะที่ภาคบริการมีแรงงาน 47% ผลิตสินค้าได้ 46% ของ GDP ซึ่งถือว่าได้ดุลกันเกือบจะพอดี
หากเป็นจริง โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเช่นนี้ย่อมอยู่ยั่งยืนไม่ได้ เพราะประเทศต่างๆ สามารถผลิตสินค้าราคาถูกกว่าเพื่อมาแย่งตลาดเรา
ในข้อเสนอของ คุณกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย นั้น ไทยต้องปรับปรุง 2 ทาง คือ
1. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตรให้มีมูลค่ามากขึ้น เช่น ข้าวไทยมีผลผลิตต่อไร่ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศผู้ผลิตข้าวด้วยกัน ทำให้เราไม่สามารถแข่งขันได้แบบตัวต่อตัว ไร่ต่อไร่ ถังต่อถัง
2. หรือไม่ ก็ย้ายแรงงานออกจากภาคเกษตรไปภาคอื่นที่มีศักยภาพมากกว่า ซึ่งก็หมายถึงอุตสาหกรรมกับบริการ
ข้อแรก ทำได้ง่ายกว่าข้อสองแน่ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่านักการเมืองของเรามีความกล้าหาญและมุ่งมั่นเพียงใด ในอันที่จะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความพากเพียรและการทำงานที่ต้องมุ่งมั่นและต่อเนื่อง อีกทั้งต้องการความซื่อสัตย์ สุจริต และจริงใจของนักการเมืองและข้าราชการต่อชาวไร่ชาวนาอย่างแท้จริง
ประสบการณ์บอกเราว่า เรื่องนี้ทำยากยิ่ง เพราะคนที่ถือเป็นหน้าที่หลัก คือ รัฐมนตรีของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง แต่รัฐมนตรีของไทยไม่ได้แต่งตั้งจากคนเก่ง คนกล้า หากแต่เป็นไปตามครรลองการต่อรองระหว่างนักการเมืองกันเอง
จึงเกือบจะหวังได้ยากว่ารัฐบาลไหนจะทำข้อหนึ่งได้
ข้อสองยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะหมายถึงการที่จะต้องฝึกฝนน้าวโน้มและวางพื้นฐานแห่งการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ หากว่าจะย้ายแรงงานออกจากภาคเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมและบริการอย่างจริงจัง
เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะให้นักการเมืองที่หมุนเวียนเปลี่ยนกันมานั่งเก้าอี้เสนาบดี จะสามารถคิดและลงมือทำการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า อะไรที่ทำให้เสียคะแนนหรือไม่ เป็นที่ชื่นชอบในระยะสั้น โดยเฉพาะหากจะต้องน้าวโน้มให้ผู้คนต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นจะจำเป็นเพียงใด ผู้นำทางการเมืองของไทย ยังไม่เคยทำได้อย่างเป็นรูปธรรมแต่ประการใดเลย
แต่ผมยืนยันว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นอย่างเร่งด่วน และหากไม่เริ่มต้นวันนี้ พรุ่งนี้ของประเทศไทยจะเผชิญวิกฤติอย่างที่เราจะหาทางออกได้ยากยิ่ง
ถ้าเราไม่ปรับเอง ก็จะถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยน ซึ่งหากถึงจุดนั้น...ก็สายเกินไปเสียแล้ว





