เส้นทางปี 2556 เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันนี้แล้ว ซึ่งเมื่อย้อนกลับตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ต้องบอกว่ามีหลายเรื่องที่เราเสียเวลา
กับเรื่องไร้ประโยชน์ นโยบายหลายอย่างที่ออกมา ส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นระยะสั้น ที่หวังผลคะแนนนิยมทางการเมือง มากกว่าที่จะวางรากฐานในระยะยาว เหตุเพราะหัวใจของประชานิยม เป็นนโยบายที่มุ่งเป้าหมายทางการเมือง มากกว่าจะเล็งผลในทางเศรษฐกิจ สถานะทางการคลังหนี้สาธารณะที่ 4.8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 43.27% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมรายได้ในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งยังห่างไกลจุดเสี่ยงถือเป็นเรื่องดี แต่โชคร้ายที่เปิดโอกาสให้นักการเมืองเดินหน้านโยบายประชานิยม ได้ต่อเนื่องและหลงละเลิง โดยอาจจะละเลยไปว่าจุดที่เห็นไม่น่าวิตก แต่หากเศรษฐกิจทรุดตัวและยังเดินหน้าประชานิยม หนี้ภาครัฐมีโอกาสกระโดดสู่จุดเสี่ยงได้สูงมาก เฉพาะนโยบายจำนำข้าว ที่เสี่ยงขาดทุนปีละมากกว่า 1 แสนล้านบาทนั้น ถือว่าสูญหายไปจำนวนมาก ทั้งๆ ที่เป็นจำนวนเงินที่มากพอจะลงทุนในโครงสร้างที่สำคัญ ที่ร้ายไปกว่านั้น เม็ดเงินที่สูญหายไป ไม่ได้ถึงมือชาวนามากนัก นอกจากหล่นระหว่างทางแล้ว ยังอาจจะไปถึงแค่ชาวนาร่ำรวย มากกว่าที่จะช่วยชาวนาที่ยากจนอย่างที่คาดหวังไว้ และเมื่อรัฐบาลยังไม่มีท่าทีจะปรับลดหรือถอยนโยบาย ย่อมที่จะส่งผลกระทบต่อการคลังโดยตรง
รถคันแรกที่ทะลักไป 1.25 ล้านคัน ส่งผลให้ยอดคืนภาษีขึ้นไปถึง 9.1 หมื่นล้านบาท มากกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ถึง 50% ทั้งนี้นโยบายรถยนต์คันแรกนั้น รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีจำนวนประมาณ 5 แสนคัน เป็นเงินคืนภาษีราว 3.2 หมื่นล้านบาท เมื่อผลออกมาสูงเช่นนี้ ต้องถือว่าเป็นภาษีที่มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดดีมานด์เทียม ตามมาอีกจำนวนมาก แถมตามมาด้วยปัญหาจราจรตามมาอีกมากมาย แต่ผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงยังเป็นผู้ประกอบการรถยนต์ ขณะที่งบประมาณ 9.1 หมื่นล้านบาท สามารถนำมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้อีกมากมายเช่นกัน นอกจากนั้นเราเชื่อว่าในปี 2556 นี้ นโยบายที่หวังเอาใจประชาชน เล็งเป้าหมายผลทางการเมืองจะมีมากขึ้นอีก ผ่านวาทกรรมที่ระบุว่า "ต้องเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ รองรับผลกระทบจากภายนอก" ทั้งๆ ที่ระดับเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวระดับ 4-5% ไม่ได้อยู่ในขั้นน่าวิตกแต่อย่างใด ส่วนหนึ่งเพราะการส่งออกของไทย ก็มีการกระจายตลาดมากขึ้น วิกฤติในยุโรป และสหรัฐแม้จะกระทบอยู่บ้าง แต่ภาคส่งออกของเราก็มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน. ได้ประมาณการระดับหนี้สาธารณะของไทยในช่วง 7 ปีข้างหน้า หรือ 2556-2562 ว่า จะสามารถคุมหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไว้ในระดับไม่เกิน 50% ซึ่งต่ำกว่ากรอบวินัยทางการคลัง ที่อยู่ระดับ 60% โดยการประมาณการดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 4.5-5% นอกจากนี้ สบน. ยังวางแผนลดการขาดดุลงบประมาณลงเฉลี่ยปีละ 25% และคาดว่าจะเริ่มเป็นงบสมดุลในปี 2560 โดยมีอัตราหนี้สาธารณะต่อจีดีพี สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 49.9% ทั้งนี้ สบน. ได้รวมแผนก่อหนี้ในส่วนของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอีก 2 ล้านล้านบาทไว้ด้วย
เราเห็นว่าในปี 2556 นั้น ยังไม่มีความจำเป็นต้องลุยทุ่มงบประมาณเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศผ่านนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นแต่อย่างใด เพราะอาจจะส่งผลต่อฐานะการคลังได้ เพราะเศรษฐกิจยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก ทั้งนี้จากมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์เศรษฐกิจปี 2555 จะขยายตัว 5.7% ในขณะที่ปี 2556 คาดว่าจะขยายตัว 4.6% โดยเห็นว่าประเทศไม่มีปัจจัยเสี่ยงอะไรที่น่าเป็นห่วงมากนัก จะมีก็เพียงปัจจัยเสี่ยงด้านบวก เช่น ถ้าภาครัฐมีการเร่งเบิกได้เร็วก็จะช่วยในเรื่องของการใช้จ่าย และยังกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องด้วย เช่น การลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นเช่นการเมือง และต้องติดตามการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศว่าเป็นอย่างไร ภาพรวมเมื่อเป็นเช่นนี้ แนวทาง "เก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น" ยังเหมาะสมกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ฐานะการคลังเสี่ยง อย่างที่กำลังเป็นอยู่






