เปิดคำพยากรณ์ตลาดหุ้นปีมะเส็ง ทั้งมุม'โหราศาสตร์ 'อาจารย์ช้าง' ทศพร ศรีตุลา กับอีกสองเซียนหุ้นรายใหญ่ พร้อมใจฟันธงดัชนีมุ่งหน้าขาขึ้น
นับว่าเหนือความคาดหมายอย่างยิ่งสำหรับตลาดหุ้นไทยปีมะโรง (2555)หักปากกาบรรดา "เซียนหุ้น" ที่ออกมาตั้งโต๊ะทำนายว่า SET Index ปีที่ผ่านมา "ไม่น่าจะรุ่ง" จากปัจจัยวิกฤติหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศยูโรโซนที่ยืดเยื้อ เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังไม่ฟื้นตัว และเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง
แต่ตลาดหุ้นไทยกลับสร้างสถิติครั้งใหม่ในรอบ 16 ปี ทะยานจาก 1,025 จุด ขึ้นไปยืนเหนือ 1,300 จุดได้สำเร็จ ดัชนีย้อนกลับไปในปี 2539 และเป็นการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันถึง 4 ปีเต็ม (2552-2555) ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในปี 2555 นักโหรศาสตร์ทำนายว่า ปีมะโรง ธาตุน้ำ ตามคำทำนายอาจเกิดเหตุการณ์ "น้ำท่วมใหญ่" ซ้ำรอยในปี 2554 มีเพียง “อาจารย์ช้าง” ทศพร ศรีตุลา เจ้าของฉายา “ซินแสไฮโซ” ที่ออกมาทำนายว่า เมืองไทยควรระมัดระวังเรื่อง "ไฟ" มากกว่า "น้ำ"
ย้อนดูคำทำนาย "ซินแสไฮโซ" เมื่อปีที่แล้ว เจ้าตัวเคยพยากรณ์ไว้ว่า ในวันที่ 7 กันยายน 2555 ดาวเสาร์จะย้ายตำแหน่ง ฉะนั้นมีโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1,500-1,600 เหรียญต่อออนซ์ เป็น 1,700 เหรียญต่อออนซ์ และยังทำนายอีกว่า ราคาหุ้น Facebook ของ Mark Zuckerberg จะปรับตัวลดลง นักลงทุนจะ “เจ๊ง” กันถ้วนหน้า เพราะเจ้าของโดนดาวเสาร์ครอบงำ
สุดท้ายคำนายล้วนเป็นความจริง !
“เดี๋ยวนี้นักลงทุนและนักวิเคราะห์นิยมนำหลักโหรศาสตร์มาผสมผสานกับการลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น เห็นได้จากตลอดปีงูใหญ่ มีบริษัทหลายแห่งเชิญผมไปพูดเกี่ยวกับเรื่องหุ้นมากมาย” อาจารย์ช้าง..ทศพร ศรีตุลา กล่าวทักทายกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ก่อนเปิดตำราทำนายตลาดหุ้น และเศรษฐกิจปีมะเส็ง (งูเล็ก) ให้ฟัง
อาจารย์ช้าง กล่าวว่า ปี 2556 ตามตำราจะตรงกับนักษัตร "ปีมะเส็ง" ธาตุน้ำ ซึ่งจะ "ปะทะ" (ชง) กับนักษัตร "ปีกุน" (หมู) มากที่สุด ส่วนปีมะเส็ง ปีวอก (ลิง) ปีขาล (เสือ) จะเป็น "ปีร่วมชง" แม้ปีนี้จะเป็นธาตุน้ำ แต่ยังควรระมัดระวังเรื่องไฟเหมือนปีก่อน โอกาสเกิดเหตุเพลิงไหม้ใหญ่ๆ ยังมีให้เห็นอยู่
ถ้าจะดู “ดวงเมือง” แบบไทยจะเริ่มในช่วงวันสงกรานต์ โดยตำแหน่งการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวจะเริ่มตั้งแต่กลางปี 2556 ผมให้คำนิยามปีมะเส็งว่าเป็น “ปีคูณสอง” เพราะดาวเสาร์กับดาวราหูมาเจอกันในวันที่ 10 ธันวาคม 2555 ซึ่งใช้เวลาเป็นร้อยปีกว่าจะมาเจอกัน ดาวเสาร์กับดาวราหู ต่างมีความรุนแรงด้วยกันทั้งคู่
ทำให้พลังทุกอย่างมัน "คูณสอง"
แต่ถ้าดูในแบบจีนจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 ตำแหน่งของดวงดาวมาทับตำแหน่งเดิมทั้งหมด ทำให้ฮวงจุ้ย “คูณสอง” เหมือนกัน ด้านดีก็ดีสุดๆ มุมแย่ก็ร้ายสุดๆ ฉะนั้นในปี 2556 จะเป็นปีแห่ง “ความไม่พอดี”
ถ้าในแง่ของการลงทุนจะเป็น “ปีแห่งความผันผวนอย่างรุนแรง” จะผันผวนมากน้อยแค่ไหนให้เทียบกับปีที่ผ่านมา
โหรช้าง เปิดกระเป๋าหยิบ iPad ส่วนตัวขึ้นมาเพื่อบอกเล่าว่า ในปี 2556 ปัจจัยที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรืออาจตลอดทั้งปี 2556 คือ ข้อ 1.เรื่องการเมืองจะไม่เรียบง่าย ไม่หมูเหมือนปีมะโรง การเมืองจะวุ่นวายจะเกิดการสับสน หรือมีการเปลี่ยนแปลง ทุกคนจะเริ่มเห็นตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 2 หรือประมาณเดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม ช่วง 3 เดือนนี้
ข้อ 2.ยักษ์ใหญ่ระดับโลกจะมีปัญหา อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา แม้วันนี้จะได้ผู้นำคนเดิม และดวงชะตาของ บารัก โอบามา ประธานาธิบดีคนที่ 44 จะอยู่ในเกณฑ์ดี (บารัก โอบามา เกิดวันที่ 4 สิงหาคม 1961) แต่เชื่อว่าบุคคลที่ทำหน้าที่ดูแลนโยบายการเงินของสหรัฐจะมีการเปลี่ยนแปลง
โดยเฉพาะ เบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โอกาสที่เขาจะตกงานมีสูงมาก เพราะดวงชะตาของเขาชงเต็มๆ เขาเกิดราศีพิจิก นักษัตรปีมะเส็ง วันที่ 13 ธันวาคม 2496 ดวงในแง่ของราศีก็ไม่ดี ในด้านนักษัตรยิ่งแย่ใหญ่ ฉะนั้นหากเขายังเป็นประธานเฟด “บารัก โอบามา” น่าเป็นห่วง แต่ถ้าเปลี่ยนตัวแล้วก็ต้องมาดูดวงชะตาคนใหม่อีกครั้งว่าจะเข้ากันได้หรือไม่
ข้อ 3.ประเทศจีน ซึ่งถือเป็นยักษ์ใหญ่ของโลก อาจมีปัญหาเกิดขึ้นเช่นกัน เพราะ สี จิน ผิง ผู้นำคนใหม่ของจีน ดวงชะตาไม่ค่อยดี เขาเกิดราศีกุมภ์ นักษัตรปีมะเส็ง วันที่ 1 มีนาคม 2496 แม้ราศีกุมภ์ในปีนี้จะเป็น 1 ใน 3 ของราศีที่มีโชคของตำแหน่ง (ราศีเมถุน ราศีกุมภ์ และราศีธนู) แต่ด้วยความแรงของดวงดาว ทำให้เขามีอุปสรรคมากมาย ยิ่งอดีตผู้นำไม่มาช่วยเป็นเทนเนอร์อาจทำให้การทำงานของเขามีปัญหา แม้ “สี จิน ผิง” จะเป็นคนที่มองการณ์ไกล ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีของเขา แต่หากคนรอบตัวไม่สามารถสนองนโยบายได้ประเทศจีนมีปัญหาแน่นอน
ส่วนข้อ 4.ดวงชะตาของประเทศอินเดียจะมาแรงแซงแถบยุโรป แรงในมุมไม่ดีนะ! เพราะ มานโมฮัน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีดวงชะตาไม่ดีเท่าไร เขาเกิดวันที่ 26 กันยายน 2479 นักษัตรปีวอก ซึ่งก็อยู่ในขบวนการชงของเรา (หัวเราะ) ถ้าคนนี้ยังอยู่ในตำแหน่ง ปัญหาในประเทศอินเดียจะหนัก ซึ่งเศรษฐกิจการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาล อาจมีการพลิกผันได้ง่าย
สุดท้าย คือ แถบยุโรปอาจเกิดปัญหาหนัก เพราะ มาริโอ้ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ดวงชะตาไม่ดี เขาเกิดวันที่ 3 กันยายน 2490 นักษัตรปีกุน เรียกได้ว่าเป็นเจ้าภาพของการชงในปีมะเส็ง (หัวเราะ)
จากปัจจัยทั้งหมดจะทำให้โลกเกิดความวุ่นวาย ซึ่งเมืองไทยก็จะโดนไปด้วย แต่เราโชคดีนิดหน่อยตรงที่เรื่องส่งออกสินค้าเกษตรกรรมของเรายังดีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นข้าว หรือยางพาราง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ฉะนั้นหากเราจัดการปัญหาภายในได้ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมืองภาวะเศรษฐกิจคงไปต่อได้ จริงๆ ห่วงเรื่องนี้มากเลย ถ้ามวลชนรวมตัวกันเมื่อไร เงินลงทุนจะไหลเข้าประเทศเพื่อนบ้านแน่นอน
ถามว่าปัจจัยทั้งหมดจะส่งผลให้ตลาดหุ้นเมืองไทยเป็นอย่างไร “หมอช้าง” ตอบว่า SET Index ปีมะเส็งยังคงเป็น “ขาขึ้น” เพียงแต่ว่าจะไม่ขึ้นตลอด สิ่งที่นักลงทุนต้องระวังมากที่สุด คือ ความผันผวนที่อาจรุนแรงมากในช่วงต้นปี 2556 โดยไตรมาส 2 จะออกแนว “พุ่งสุด-ต่ำสุด” เรียกได้ว่า กราฟหุ้นเป็นรูปตัวยู ถึงจะตกหนัก ก็ไม่หลุดระดับ 1,000 จุด ถ้าขึ้นสูงมีสิทธิทะลุ 1,500 จุด บนสมมติฐานไม่มีอุบัติเหตุทางการเมือง
"นักลงทุนที่ชอบเล่นระยะสั้นต้องระวังตัวมากๆ มีโอกาสขาดทุนหนักๆ ส่วนคนที่ชอบความเสี่ยงคงจะ “สนุก” เพราะมีรอบให้เล่นเยอะมาก นักลงทุนแบบอนุรักษ์นิยมจะ “ทุกข์” เพราะมีเรื่องให้เครียดบ่อยๆ ดังนั้นต้องติดตามข่าวสารต่างๆ อย่างใกล้ชิด ห้ามกระพริบตาอย่างเด็ดขาด"
โหรทศพร พยากรณ์ว่า ช่วงต้นปี 2556 จะเกิดการ “นิวไฮ” ในหลายๆ เรื่อง อาทิเช่น ดัชนีมีโอกาส “นิวไฮ” จะได้เห็นช่วงเดือนมกราคม 2556 นอกจากนั้นราคาทองคำจะมีความผันผวนมากมีโอกาสพุ่งไปแตะ 1,800 เหรียญต่อออนซ์ ซึ่งก็ใกล้จะถึงแล้ว ส่วนราคาน้ำมันยังไม่มั่นใจ เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้การใช้น้ำมันไม่คึกคักเท่าไร ฉะนั้นอาจไม่โดดเด่นเหมือนทองคำ
ถามว่าหุ้นกลุ่มไหนโดดเด่นในปี 2556 เขาทำท่าคิดก่อนตอบว่า หุ้นกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ถือเป็นกลุ่มที่มาแรงมาก เพราะราคาอาหารและสินค้าเกษตรมีโอกาสเพิ่มขึ้นทุกปี แถมปี 2556 อาจสูงมากเป็นพิเศษ เพราะความต้องการและกำลังการผลิตมันไม่สมดุลกัน ถ้าเป็นเช่นนั้นนักลงทุนที่รอปันผลมีลุ้น
ในปี 2556 ดาวเสาร์และราหู จะเดินทางไปอยู่ใน "ธาตุลม" ฉะนั้นหุ้นที่ต้องระวัง คือ กลุ่มสื่อสาร แม้จะมีเรื่องระบบ 3G มาสนับสนุน แต่คงไม่ราบรื่นอย่างที่คิด ผลประกอบการจะไม่คึกคักเหมือนที่คาดการณ์ไว้ เพราะดวงไม่ได้ส่งให้ดี
หุ้นกลุ่มไอที ก็ต้องระวังเช่นกัน น่าจะยังมีปัญหาต่อเนื่อง เพราะยังอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวของวิกฤติดอทคอม ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของปีมะโรงและปีมะเส็ง (ปี 2543-2544) นี่ก็ใกล้จะครบรอบ 12 ปีแล้ว ตอนทำทายเรื่องราคาหุ้น Facebook ก็ใช้หลักการนี้ในการทำนาย มันเป็นสถิติเมื่อใดที่เหตุการณ์ต่างๆ ครบรอบ 12 ปี มันจะเกิดซ้ำอีกครั้ง ทุกอย่างมันมีวัฎจักร
อาจารย์ช้าง ทิ้งท้ายว่า ใครอยากลงทุน แนะนำครึ่งปีแรกลุยเลย ยาวสั้นแล้วแต่สไตล์ การพยากรณ์เรื่องตลาดหุ้นเหมือนพยากรณ์อากาศ เมื่อได้ยินคำแนะนำแล้วจงลงทุนอย่างมีสติ ใครที่ดวงชะตาปะทะก็ให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อเพิ่มพลังใจให้กับตัวเอง
"จงเปลี่ยนตัวเองก่อนที่ดวงชะตาจะเปลี่ยนเรา ไม่ว่าจะเปลี่ยนการแต่งตัวและของใช้ใหม่ๆ หรือจัดโต๊ะทำงานใหม่ อย่านำของมาวางจนโต๊ะรก โต๊ะทำงานไม่ใช่ตู้กับข้าว พยายามอย่าเอาของมาบังภูเขา ที่ผ่านมาคนชงรวยเยอะนะ เป็นเพราะเขาเปลี่ยนตัวเอง" อาจารย์ช้าง ตั้งข้อสังเกต
---------------------------------------
คำพยากรณ์จาก 'สองเซียนหุ้นรายใหญ่'"นพ.บุญ วนาสิน-เสี่ยปู่'
นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริการกลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี ในฐานะ "เซียนหุ้นรายใหญ่" มีมุมมองต่อตลาดหุ้นในปี 2556 ว่า SET Index น่าจะออกแนว "สีเขียว" (เป็นบวก) สูงสุดน่าจะทำได้ระดับ 1,400 จุด ต่ำสุดคงไม่หลุด 1,200 จุด หรือมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 15% เมื่อเทียบกับดัชนีสิ้นปี 2555
ปัจจัยแรกที่จะมาสนับสนุนตลาดหุ้นไทย ต้องยกให้เศรษฐกิจต่างประเทศ เพราะมีแนวโน้มว่าประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและจีนจะฟื้นตัวมากขึ้น 1-2% น่าจะได้เห็น ฉะนั้นจะส่งผลให้การส่งออกของประเทศไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 10% โดยเฉพาะส่งออกในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร เป็นต้น ส่วนเศรษฐกิจในแถบยุโรปยังคงแย่เหมือนเดิม
ส่วนปัจจัยรองลงมาจะมาจากเศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มว่า GDP จะขึ้นมายืนระดับ 6-7% เพราะรัฐบาลเตรียมทำบิ๊กโปรเจกมากมาย เสียอย่างเดียวราชการทำงานล่าช้าเกินไป คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณอะไรไปจะหมดปีอยู่แล้วยังทำได้แค่ 10% ระบบราชการไทยช้าทุกสิ่งทุกอย่าง
หมอบุญ อธิบายเพิ่มเติมว่า GDP ในปี 2556 จะยืนระดับ 6-7% ได้ ต้องขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ว่า การเมืองไทยต้อง “นิ่ง” ไม่มีความรุนแรง แต่เมื่อไรที่ทหารออกมาปฎิวัติถือว่าร้ายแรงแน่
เซียนหุ้นรายใหญ่ แนะนำว่า ในปี 2556 นักลงทุนควรแบ่งสัดส่วนการลงทุนออกเป็น 3 ส่วน โดยส่วนแรกให้นำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น 40-50% จากปี 2555 ที่เคยเชียร์ให้ซื้อหุ้น 30-40% รองลงมาให้ไปซื้อทองคำประมาณ 15% โอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1,700 เหรียญต่อออนซ์ เป็นกว่า 1,800 เหรียญต่อออนซ์ มีสูงมาก
ส่วนสุดท้ายให้เก็บเงินสดไว้
ที่ผ่านมานักลงทุนหลายรายเริ่มไม่ไว้ใจค่าเงินดอลลาร์ที่มีโอกาสตกอีก 5-7% หลังรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพิ่มเงินเดือนละ 80,000 ล้านเหรียญ เพื่ออัดฉีดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และสถาบันการเงิน ทำให้ค่าเงินบาทอาจแข็งค่าเป็น 30 บาทต่อดอลลาร์
นักลงทุนรายใดชอบถือลงทุนระยะยาว กรุณาเน้น "หุ้นบูลชิพ" ที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่า 5% อาทิเช่น กลุ่มก่อสร้าง พลังงาน สถาบันการเงิน อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนนักลงทุนระยะกลาง ซื้อลงทุนเหมือนระยะยาวได้ยกเว้นกลุ่มก่อสร้าง อย่างพวกกลุ่มท่องเที่ยวก็น่าสนใจ อนาคตน่าจะดีขึ้นหาจังหวะซื้อติดพอร์ตก็คงดี
สำหรับนักลงทุนระยะสั้นเชิญลงทุนตามใจชอบ ส่วนตัวคิดว่า "ธุรกิจเอสเอ็มอี" น่าจะมีความเสี่ยงในเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อเดือน หากนักลงทุนแบ่งสัดส่วนการลงทุนเหมือนที่แนะนำผลตอบแทนเฉลี่ย 12-15% น่าจะได้เห็น
ด้าน “เสี่ยปู่” สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล เซียนหุ้นรายใหญ่ เจ้าของพอร์ตลงทุน "หลายพันล้านบาท" บอกสั้นๆกับ BizWeek ว่า ในปี 2556 SET Index น่าจะยังไปได้ดี เพราะหุ้นหลายๆ ตัวยังมีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ ขณะเดียวกันบริษัทจดทะเบียนหลายตัวจะสามารถสร้างผลกำไรได้ดีอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น เศรษฐกิจในประเทศยังเติบโตอยู่ในเกณฑ์ที่ดี หากการเมืองไม่รุนแรงเกินควบคุมได้ ส่วนเศรษฐกิจในต่างประเทศ ไม่ค่อยมีความรู้มากเท่าไร แต่คิดว่ายุโรปและสหรัฐอเมริกาน่าจะยังไม่ดีอยู่เหมือนเดิม เว้นแต่ประเทศจีนที่น่าจะฟื้นตัว ราคาหุ้นในเมืองจีนหลายตัวมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยที่ชอบลงทุนหุ้นต่างประเทศ
"ผมอยากให้นักลงทุนจับตาหุ้นกลุ่มก่อสร้าง และท่องเที่ยว ภายใน 4-5 ปีข้างหน้ามีโอกาสขยายตัวอย่างมาก เพราะเมื่อใดที่รถไฟฟ้าก่อสร้างเสร็จนักลงทุนจะแห่เข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น เนื่องจากเขาจะสามารถเดินทางได้เองโดยไม่ต้องใช้บริการไกด์ ยิ่งอาหารไทยอร่อยและที่พักมีราคาถูกธุรกิจเหล่านี้ไปได้อีกไกล ผมว่าราคาหุ้น ท่าอากาศยานไทย (AOT) ไปไกลแน่" เสี่ยปู่ กล่าวปิดท้าย
-------------------------------------
'หมอช้าง' สำรวจดวงชะตาตาม 'ราศีเกิด'
ราศีเมษ (14 เม.ย.-14 พ.ค.) ราศีนี้จะชอบการลงทุนในปีมะเส็งมาก เพราะเป็นคนรับความเสี่ยงได้เยอะ แต่ดวงชะตาในปีนี้ไม่เหมาะที่จะเสี่ยงเท่าไร ควรลดความแรงของตัวเองลงไปครึ่งหนึ่ง หากยังกล้าได้กล้าเสียแบบเดิม โอกาสเจ็บตัวมีสูงมาก หากเคยได้หุ้นในต้นทุนถูก ก็เก็บไว้เก็งกำไร แต่ถ้าออกไปแสวงหาการลงทุนใหม่ๆ หรือหุ้นบางตัวที่เคยถือมันขึ้นไปสูง ให้เตือนตัวเอง “อย่าดื้อ อย่าฝืน” มั่นใจมากเป็นอันตราย ถ้าลงทุนในธุรกิจส่วนตัว ทำได้เพราะดวงมีโอกาสขยับขยาย
ราศีพฤษก (15 พ.ค.-14 มิ.ย.) เป็นราศีที่ “โชคดี” แต่การลงทุนจะโดดเด่นในช่วง "ครึ่งปีแรก" เท่านั้น เน้นลงทุนระยะกลาง-ยาว เพราะไม่สามารถรับความเสี่ยงได้ ครึ่งปีหลังจะเสียเงินเยอะมาก แต่จะเป็นการเสียเงินเพื่อความมั่นคงในชีวิตของตัวเอง เช่น ซื้ออสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ฉะนั้นการลงทุนเพื่อทำกำไรระยะสั้น ไม่แนะนำ เพราะจะเสียเงินเยอะ
ราศีเมถุน (15 มิ.ย.-16 ก.ค) ดวงตะดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นคนที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ด้วยตัวเองเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเป็นราศีของนักวิเคราะห์ และนักเขียน ช่วงครึ่งปีหลังเป็นช่วงที่ดีของการลงทุน ถ้าอยากลงทุนให้เตรียมความพร้อมตั้งแต่ในช่วงครึ่งปีแรก ราศีนี้จะได้พบเจอสิ่งใหม่ ถ้ามองในแง่การลงทุน คุณจะได้ลงทุนในกลุ่มใหม่ๆ กลุ่มที่ผมแนะนำไปก็ลงทุนได้ คุณจะมีโชคมีเงินให้จับจ่ายใช้สอยชอปปิง
ราศีกรกฎ (17 ก.ค.- 16 ส.ค.) เป็นราศีที่เหนื่อยมีปัญหาส่วนตัว และสุขภาพ ฉะนั้นถ้าหุ้นขึ้นแต่ใจเราไม่ขึ้นต้องระวัง ภาวะจิตใจมีต่อการตัดสินใจ ราศีนี้ไม่ควรเสี่ยงอะไรมากอยู่ในระดับรับความเสี่ยงได้ต่ำ ครึ่งปีหลังไม่เหมาะกับการลงทุน เน้นอะไรที่มั่นคง เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ และบริษัทที่เน้นเรื่องปันผล หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้เช่า
ราศีสิงห์ (17 ส.ค.-16 ก.ย.) เป็นราศีที่หวือหวาในการลงทุน มีเงินมาให้ลงทุนพอร์ตจะใหญ่โตขึ้น เพราะเป็นราศีที่มีทั้งคอนเนคชั่น ความช่วยเหลือ มีคนมาแนะนำสิ่งดีๆ ทำให้กล้าตัดสินใจมากขึ้น ปกติเป็นคนรับความเสี่ยงได้ดีพอควร ครึ่งปีหลังจะได้โชคลาภอย่างฟลุคๆ ทำให้เก็บเกี่ยวผลกำไรในปีมะเส็งได้ดี
ราศีกันต์ (17 ก.ย.-17 ต.ค.) เป็นราศีที่มีจังหวะของดวงจะว่าดีก็ไม่ใช่ เพราะเพิ่งพ้นเคราะห์มาจากปีก่อน มันเหมือนคนเพิ่งหายไข้ ฉะนั้นไม่แนะนำให้ลงทุนหวือหวา ตลอดทั้งปีความวุ่นวายการเงินมีสูงต้องหมุนเงินเยอะ ทำให้รับความเสี่ยงมากไม่ได้ เพราะเงินลงทุนต้องเป็นเงินเย็นเท่านั้น คุณต้องใช้เงินทั้งปี ฉะนั้นไปลงทุนในสิ่งที่สบายใจดีกว่า
ราศีตุลย์ (18 ต.ค.- 16 พ.ย.) ราศีนี้โดนทั้งดาวเสาร์และราหูครอบงำ ถ้าเปรียบเป็นคนชง คือ โดน 100% ยิ่งเป็นคนที่เกิดราศีตุลย์ นักษัตรปีกุน เรียกว่า FULL OPTION แต่ยังพอมี “ข่าวดี” ใครที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับการเดินทางหรือต่างประเทศจะดีมาก เพราะดวงแรงมากจะดันให้เราไม่อยู่นิ่งจะได้เคลื่อนที่ตลอด ข้อควรระวัง หากใครมาชวนทำธุรกิจให้ “หลีกเลี่ยง” เพราะมีโอกาสโดนโกง ถ้าจะลงทุนให้ทำธุรกิจที่อยู่บนดิน ใต้ดินให้หลีกเลี่ยง
ราศีพิจิก (17 พ.ย.-15 ธ.ค.) เป็นราศีที่จังหวะดวงดาวการเงินดีมาตั้งแต่ปีก่อนจนถึงครึ่งปีแรกของปี 2556 ตัดสินใจอะไรจะได้ผลตอบแทนที่ดีมาก ในแง่ของการลงทุนรับความเสี่ยงได้บ้าง แต่ครึ่งปีหลังเหตุการณ์จะคนละเรื่องเหมือนเทกระเป๋า ฉะนั้นต้องระวังการลงทุนโอกาสตัดสินใจผิดพลาด มีโอกาสไปเที่ยว “ยอดดอย” (ติดหุ้น) ดังนั้นถ้าครึ่งปีแรกพอใจแล้วลงทุนเลย อย่าไปยืนดูวิวนาน
ราศีธนู (16 ธ.ค. -14 ม.ค.) ติดอันดับ 1 ใน 3 เรื่องโชค เป็นราศีทั้งบู้ทั้งบุ๋นในตัวเอง เป็นคนวิเคราะห์อ่านอะไรได้ขาด ฉะนั้นครึ่งปีหลังโอกาสการลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่ดี หรือการร่วมหุ้นลงทุนกับคนอื่นจะโดดเด่นมาก ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกก็ได้ผลตอบแทนดีแล้ว
ราศีมังกร (15 ม.ค.-12 ก.พ.) จังหวะดวงวุ่นวายในงานส่วนตัว ใครลงทุนเป็นงานอดิเรกต้องระวัง เพราะงานวุ่นวายจะทำให้กระทบต่อการตัดสินใจของเรา ราศีนี้ไม่แนะนำให้เสี่ยง ควรไปลงทุนออมทรัพย์พิเศษ หรือพันธบัตร จะได้ไม่เครียด เพราะอาจส่งผลกระทบต่องาน
ราศีกุมภ์ (13 ก.พ.- 14 มี.ค.) ดวงโดดเด่นเรื่องตำแหน่งหน้าที่จะก้าวกระโดด โชคจากต่างประเทศ เป็นราศีที่มีเกณฑ์ลงทุนสูงมากๆ ทั้งส่วนตัว และในตลาดหุ้น จะได้ผลกำไรที่ดี แต่ต้องระวังหุ้นกลุ่มสื่อสาร
ราศีมีน (15 มี.ค.-13 เม.ย.) พ้นเคราะห์ไปแล้ว แต่จังหวะดวงดาวที่ดีจะอยู่ในช่วงครึ่งปีแรกเท่านั้น แต่ผลกำไรควรเน้นเรื่องปันผล หรือค่าคอมมิชชั่น เป็นราศีที่มีโชคเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นนายหน้าตัวแทน ขายบ้านจะได้กำไร ส่วนการลงทุนอะไรเสี่ยงๆ ไม่แนะนำ ปัญหาความวุ่นวายในครอบครัวจะทำให้เป็นอุปสรรคในการลงทุน





