วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

The Great Divergence the rest VS the west (10)

โลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งดำรงอยู่เรื่อยมาเกือบถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 นั้น มีช่วงที่ประเทศต่างๆ ลดอัตราภาษีการค้าระหว่างกัน

หรือดำเนินนโยบายการค้าแบบค่อนข้างเสรีค่อนข้างจะสั้นมาก คืออยู่ในช่วงประมาณ 30-40 ปีเท่านั้น แม้ว่าแรงงานและทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศดำเนินไปอย่างเข้มข้นแต่โลกในช่วงตั้งแต่ ค.ศ. 1880 เป็นต้นไปยกเว้นอังกฤษและประเทศในอาณานิคมของรัฐยุโรป ส่วนที่เหลือของโลกล้วนขึ้นอัตราภาษีการค้าหรือ Tariff เพื่อคุ้มครองปกป้องภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรของตนในระดับที่ต่างๆ กันไป สะท้อนให้เห็นว่าโลกาภิวัตน์ส่งผลต่อการหักเหกลับมุมทางด้านนโยบาย เพราะโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดผู้แพ้ ผู้ชนะ ผู้เสียเปรียบและได้เปรียบทำให้เกิดปัญหาสังคมในโลกที่ประชาธิปไตยกำลังฝังราก รัฐบาลไม่สามารถละเลยฐานคะแนนเสียง ปัญหาโลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 20 และในอนาคตจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ ในกรณีของศตวรรษที่ 20 แม้การค้าโลกขยายตัว อัตราภาษีจะลดลงเรื่อยมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เราก็ยังพบการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ ปรากฏอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในภาคเกษตรและภาคบริการ การค้าที่เสรีจริงๆ ดูเหมือนจะไม่มี

อย่างไรก็ตาม กรณีของศตวรรษที่ 19 สิ่งที่แปลกก็คือ ท่ามกลางนโยบายที่ประเทศต่างๆ หันหลังให้กับการค้าเสรี และแม้โลกจะมีการกระจุกตัวและความไม่สมมาตรมากขึ้น การค้ายังมีการขยายตัว เศรษฐกิจโลกมีการเจริญเติบโต แม้ในอัตราที่ต่ำกว่าครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น สาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่สัดส่วนการค้าโลกต่อ GDP ของแต่ละประเทศและระดับโลกยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับระดับปัจจุบัน ประเทศจำนวนมาก เช่น สหรัฐ ลาตินอเมริกา และประเทศยุโรปบนภาคพื้นทวีป แคนาดา และออสเตรเลีย ที่ดำเนินนโยบายการค้าไม่เสรีคุ้มครองเศรษฐกิจภายใน สามารถคุ้มครองและสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ ไม่ให้สินค้าอุตสาหกรรมจากอังกฤษที่มีความได้เปรียบทางเทคโนโลยีที่สูงกว่ามาทำลายหรือเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมภายใน มีหลักฐานยืนยันได้ว่า กลุ่มประเทศที่ดำเนินนโยบายแบบคุ้มครองอุตสาหกรรมหรือเป็น Protectionist โดยตั้งอัตรา Tariff ที่สูง แต่กลับมีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่ากลุ่มประเทศที่ดำเนินนโยบายการค้าแบบเสรี นอกจากนี้ทุนและแรงงานมีการเคลื่อนย้ายในระดับที่สูง ขณะเดียวกันศตวรรษที่ 19 เรื่อยมาจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสำคัญๆ ใหม่ๆ หลายอย่างเพราะผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มในยุโรป ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้ความเจริญเติบโตและโลกาภิวัตน์ไม่สะดุดลง จนกระทั่งโลกเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ 1930 และการเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สร้างความเสียหายมากกว่าครั้งแรกมากมาย

ถ้าอัตราภาษีศุลกากรแตกต่างกันมากระหว่างภูมิภาคต่างๆ ในศตวรรษที่ 19 อะไรเป็นตัวกำหนดยุทธศาสตร์หรือนโยบายทางด้านการค้าของแต่ละประเทศ ความเชื่อและอุดมการณ์เรื่องการค้าระหว่างประเทศอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดยุทธศาสตร์ของรัฐ ก่อนศตวรรษที่ 18 แนวความคิดเรื่องความมั่งคั่งมาจากการที่ประเทศต้องสามารถขายหรือให้บริการมากกว่าซื้อหรือเป็นผู้รับ โดยความมั่งคั่งวัดจากการค้าที่เกินดุลและมีทองคำไหลเข้ามาในประเทศให้สะสมไว้ ซึ่งเป็นแนวความคิดแบบ Mercantilism ประเทศต่างๆ จึงตั้งกำแพงภาษีกันไว้สูงลิ่ว ของอังกฤษที่มีชื่อเสียงโด่งดังคือ ภาษีที่เก็บบนธัญพืชที่นำเข้า รู้จักกันดีคือ Corn Law ซึ่งยกเลิกไปในทศวรรษ 1840 เมื่อกระแสความคิดเรื่องประโยชน์และความสำคัญของการค้าเสรีจากนักคิดสำนักคลาสสิก เช่น Adam Smith David Ricardo John Stuart Mill เริ่มเข้ามามีอิทธิพลอย่างช้าๆ

แต่ที่สำคัญกว่าน่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ที่แต่ละประเทศเห็นว่าจะได้หรือเสีย ถ้าประเทศจะดำเนินนโยบายการค้าเสรีโดยไม่กีดกันด้วยการตั้งกำแพงภาษีไว้สูงหรือไม่เก็บเสียเลย โดยมีสมมติฐานว่าถ้าประเทศเราไม่เก็บหรือเก็บต่ำ ประเทศอื่นก็จะไม่เก็บด้วย แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอังกฤษและยุโรปจะไม่ทำให้โลกของศตวรรษที่ 19 มีอัตราการเติบโตของผลผลิต รวมทั้งประสิทธิภาพการผลิตสูงเหมือนที่เราพบกับประเทศเกิดใหม่จำนวนมากในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 แต่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มที่อังกฤษประมาณปี ค.ศ. 1800 นั้นมันปรับเปลี่ยนดุลแห่งอำนาจรวมทั้งทำให้เกิดความไม่สมมาตรกันอย่างมหาศาล ไม่ใช่เฉพาะทางเศรษฐกิจแต่มีผลต่อความไม่สมมาตรทางอำนาจทางการเมืองและการทหาร เพราะมันเกิดจากเกิดช่องว่างทางเทคโนโลยีอย่างน้อย 30-50 ปี ก่อนที่ยุโรปและส่วนอื่นของโลกจะเริ่มไล่กวดอังกฤษให้ช่องว่างแคบลง ไม่ต้องดูอื่นไกล ก่อนที่อังกฤษจะเป็นผู้นำรายแรกของโลกในอุตสาหกรรมสิ่งทอจากฝ้ายในราวกลางศตวรรษที่ 19 เพราะนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี จีนและอินเดียคือผู้นำของโลก อังกฤษต้องกีดกันและคุ้มครองตลาดของตนเอง เพราะสู้สินค้าจากอินเดียที่มีต้นทุนต่ำกว่าไม่ได้ หลังปฏิวัติอุตสาหกรรมทุกอย่างเปลี่ยนไป อังกฤษมีต้นทุนต่ำกว่า ไม่เพียงแต่เข้าไปแย่งตลาดโลกจากอินเดียแต่เข้าไปตีตลาดในอินเดีย จนอุตสาหกรรมชะงักงันไป

เป็นเรื่องปกติและเป็นธรรมชาติที่อังกฤษต้องการระบบการค้าเสรี และให้มันเกิดขึ้นไปทั่วโลก ไม่ใช่แค่ทำให้ Tariff ต่ำ การเป็นเจ้าโลกทางทะเล เจ้าอาณานิคม ทำให้อังกฤษสามารถคุ้มครองความปลอดภัยแก่พ่อค้าผู้ลงทุน จากโจรสลัดและจากการยึดโดยรัฐ อังกฤษสามารถ บังคับประเทศที่อยู่ในอาณานิคมของตนเอง (เช่น ภาษีนำเข้าต้องไม่เกิน 2-5%) หรืออังกฤษมีอำนาจครอบงำทางการเมือง เช่นกรณีของจีน เมื่ออังกฤษชนะสงครามฝิ่นครั้งแรก หรือเมื่ออเมริกาบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ ในกรณีความสัมพันธ์และเปรียบเทียบอังกฤษกับประเทศกลุ่มยุโรปและกลุ่มประเทศที่เป็นหน่อของอังกฤษ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลียนั้น ประเทศเหล่านี้ รวมทั้งประเทศในละตินอเมริกา ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ประเทศเหล่านี้สามารถกำหนดอัตราภาษีของตนเองได้ ถ้าเราดูเครื่องชี้ที่บ่งถึงความล้ำหน้าในระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมของอังกฤษเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มนี้ จะพบว่าในปี ค.ศ. 1800 ซึ่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมเพิ่งจะเริ่มก่อตัว อังกฤษมีประชากรในภาคเกษตรเพียง ร้อยละ 35 เท่านั้น ซึ่งนับว่าต่ำมาก (ลดจากร้อยละ 75 เมื่อปี 1500) เมื่อเทียบกับร้อยละ 58-64% ในกรณีของฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี สเปน เป็นต้น

ในกรณีของอังกฤษถ้ามองในแง่ฐานของชนชั้น เมื่ออังกฤษยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าธัญพืชหรือ Corn Law ในปี 1842 ก็คงชัดเจนว่าดุลอำนาจทางการเมืองของเจ้าของที่ดินในภาคเกษตรที่ต้องการนโยบายปกป้องภาคเกษตรอังกฤษไม่น่าจะแข็งแกร่งหรือมีพลังเท่ากับคนในเขตเมือง (ซึ่งความเป็นเมืองอังกฤษก็สูงมาก) คนงานในอุตสาหกรรมที่คงอยากเห็นราคาอาหารที่ถูกลง ถ้ามีการนำเข้าข้าวสาลีโดยไม่เก็บภาษีหรือเก็บน้อยมากจากเยอรมันหรือโลกใหม่ เช่น อเมริกา รวมทั้งกลุ่มพ่อค้าและนักอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์จากการส่งสินค้าอุตสาหกรรมไปตีตลาดได้ทั่วโลก เพราะอังกฤษกำลังได้เปรียบในขีดความสามารถของการแข่งขัน ถ้าทั่วโลกดำเนินนโยบายการค้าเสรีโดยตั้งกำแพงภาษีไว้ต่ำโดยมีอังกฤษเป็นผู้นำโลกด้านอุดมการณ์การค้าเสรี การมีภาคเกษตรต่ำทำให้อังกฤษมีต้นทุนทางสังคมที่ต่ำเมื่อเทียบเยอรมัน ฝรั่งเศส กรณีธัญพืชจากที่อื่นเข้ามาตีตลาด

ไม่แปลกใจที่นักประวัติศาสตร์เช่น Nial Ferguson เชื่อว่า ยังไม่เคยมีองค์กรใดในประวัติศาสตร์โลกเหมือนจักรวรรดิอังกฤษ ที่มีบทบาทในการทำให้โลกของคน สินค้า และทุน มีการเคลื่อนย้ายกันได้อย่างเสรี