ในช่วงที่ผ่านมาเรื่องข้าวยังเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจอย่างมาก แบ่งออกได้เป็น 4 ประเด็นหลักคือ ปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน
ประโยชน์จะตกอยู่กับชาวนารายย่อยมากน้อยเพียงใด รัฐบาลจะขายสต็อกข้าวได้ในจำนวนและราคาที่เพียงพอให้ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องหรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระจะเข้ามายับยั้งโครงการจำนำข้าวหรือไม่ ซึ่งประเด็นสุดท้ายนี้ดูเหมือนว่าจะไม่น่าเกิดขึ้นเพราะศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเอกฉันท์ไปแล้วว่าไม่มีอำนาจพิจารณาโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลและหากผมเข้าใจถูกต้อง โครงการจำนำข้าวก็ไม่น่าจะเข้าข่ายที่เป็นเรื่องซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง
แต่ปัญหาเรื่องข้าวคงจะไม่จบลงไปเพียงเพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่รับพิจารณาคดี ทั้งนี้เพราะผมเห็นว่าประเด็นหลักคือการที่รัฐบาลตั้งราคารับจำนำข้าวเอาไว้สูงกว่าราคาตลาดมากจึงกลายเป็นการซื้อข้าวมาตุนเอาไว้เพื่อขาย มิฉะนั้นแล้วรัฐบาลก็จะไม่มีเงินมาซื้อข้าวในฤดูกาลผลิตครั้งต่อไป เช่นที่เป็นห่วงอยู่ในขณะนี้ว่ารัฐบาลได้ใช้เงินซื้อข้าวไปแล้วประมาณ 260,000 ล้านบาทและมีข้าวเหลือในสต็อก 11 ล้านตัน แต่รัฐบาลบอกว่าได้ทำสัญญาซื้อ-ขายแล้ว 7.3 ล้านตัน ซึ่งเมื่อข้าวดังกล่าวทยอยส่งมอบนับแต่ตอนนี้จนถึงปลายปีหน้ารัฐบาลก็จะมีเงินซื้อข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ที่กำลังจะออกมาโดยประเมินว่าประเทศไทยจะผลิตข้าว 34 ล้านตัน (ข้าวเปลือก) และรัฐบาลวางแผนจะซื้อข้าว 26 ล้านตัน (ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ได้มีแผนการที่จะซื้อข้าวทุกเม็ด) ซึ่งต้องใช้เงิน 405,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ครม. ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังหาสินเชื่อ (หรือค้ำประกันสินเชื่อ) ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์รวมทั้งสิ้น 150,000 ล้านบาทเพื่อดำเนินโครงการ ทำให้สรุปได้ว่ารัฐบาลคาดหวังว่าจะสามารถระบายข้าวที่อยู่ในสต็อกได้เกือบหมด (จาก 11 ล้านตันเหลือ 3-4 ล้านตัน) และจะได้เงินประมาณ 250,000 ล้านบาท ทำให้มีเงินเพียงพอที่จะซื้อข้าวตามโครงการดังกล่าวข้างต้น
จะเห็นได้ว่าโครงการจำนำข้าวจะทำให้รัฐบาลมีภารกิจสำคัญที่จะต้องซื้อข้าว เก็บรักษาข้าวและขายข้าวโดยให้ขาดทุนน้อยที่สุด ทั้งนี้ตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือราคาข้าวในตลาดต่างประเทศ (เพราะรัฐบาลซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาในประเทศอยู่แล้ว) หากราคาข้าวในตลาดต่างประเทศปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลก็จะไม่มีปัญหามากนัก ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เขียนจดหมายลงใน “Asian Wall Street Journal” เมื่อ 10 ต.ค. 2012 หัวข้อเรื่อง “In Defense of Bangkok’s Rice Subsidies” ซึ่งอธิบายจุดยืนของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี โดยในส่วนของการมองแนวโน้มราคาข้าวในตลาดโลกนั้นมี 2 ประเด็นสำคัญคือ
1. ประเทศไทยมีส่วนแบ่งการส่งออกข้าวในตลาดโลกในอดีตสูงถึง 30% แต่ในระยะหลังอินเดียได้เพิ่มการส่งออกข้าวอย่างมาก โดยการระบายข้าวจากสต็อกข้าวของตน (dumping its rice stockpile onto the market) ในขณะที่ประเทศไทยกำลังพยายามดึงราคาตลาดโลกให้สูงขึ้นและได้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งโดยได้ทำให้ราคาข้าวไทยปรับเพิ่มขึ้นเป็น 600 ดอลลาร์ต่อตันในปี 2012
2. ประโยชน์ที่ชาวนาไทยจะได้รับจากนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลจะเห็นผลได้ก็ต้องรอปี 2013 และปีต่อๆ ไป ซึ่งจะเป็นช่วงที่คู่แข่งของไทย เช่น อินเดียและเวียดนามจะขายสต็อกข้าวส่วนเกินของตนออกไปจนหมด ทั้งนี้รัฐบาลไทยอ้างว่าเป็นที่ทราบกันสำหรับผู้ที่ติดตามสถานการณ์และองค์กรระหว่างประเทศว่าหลังจากปี 2012 อินเดียจะไม่เป็นคู่แข่งของไทยในการส่งออกข้าว (India will cease to be a major threat to Thailand’s rice export position)
3. อีกมิติที่สำคัญของยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทยคือการรวมตัวกัน (unite) ของเวียดนาม เขมร ลาว พม่า และไทยเป็นกลุ่มผู้ผลิตข้าว (rice-producing bloc) ที่ส่งออกข้าวรวมกันปีละ 16-17 ล้านตันหรือเกือบครึ่งหนึ่งของการส่งออกข้าวในตลาดโลกในแต่ละปี (การค้าข้าวในตลาดโลกประมาณ 35 ล้านตันในปี 2012) หากการรวมตัวกันดังกล่าวประสบความสำเร็จ ชาวนาไทยจะได้ประโยชน์จากราคาข้าวที่ปรับสูงขึ้น
จึงสรุปได้ว่ารัฐบาลไทยคาดการณ์ว่าราคาข้าวในตลาดโลกจะปรับสูงขึ้นในปี 2013 และ/หรือจะพยายามรวมตัวกับประเทศผู้ส่งออกในอาเซียนผลักดันราคาข้าวในตลาดโลกให้สูงขึ้น ทั้งนี้โดยขยายความว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการของรัฐบาลไม่เข้าใจ (fail to appreciate) ว่าเป็นโครงการที่มีประสิทธิผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เพราะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อของชาวนาตามนโยบายของรัฐบาลและลดการพึ่งพาการส่งออกซึ่งมีแนวโน้มไม่แจ่มใสมากนักเพราะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศหลักทำให้สมควรที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงสรุปว่าโครงการจำนำข้าวนั้นเป็นประโยชน์ทั้งกับชาวนาและคนไทยทั้งหมด
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันคือวันที่ 8 ตุลาคมในการประชุมขององค์การอาหารและการเกษตรของสหประชาชาติที่กรุงเทพฯเรื่องการประชุมหารือระดับสูงเกี่ยวกับนโยบายเพื่อแก้ปัญหาราคาอาหารที่ปรับสูงขึ้นในเอเชียและแปซิฟิก รัฐมนตรีเกษตรของอินเดียนาย Sharad Pawar กล่าวว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาอินเดียได้ส่งออกข้าวไปแล้ว 8 ล้านตัน การส่งออกข้าวของอินเดียไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับอุปสงค์ของโลก แต่ได้ช่วยราคาข้าวในตลาดโลกให้ลดลงสู่ระดับที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ ทั้งนี้อินเดียสามารถพัฒนาตัวเองจากประเทศที่เคยต้องนำเข้าข้าวมาเป็นผู้ส่งออกข้าวและข้าวสาลีได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้อินเดียได้เสนอให้เร่งพัฒนาระบบธนาคารอาหาร (food bank) ที่จะสามารถช่วยประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ให้สามารถต้านทานภัยจากวิกฤติด้านอาหาร โดยกล่าวว่าจะต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่จะช่วยเหลือประชากรที่ยากไร้ ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้เพราะราคาอาหารสูงเกินไป (It is our collective responsibility to reach out to those vulnerable populations whose access to food is compromised due to high food prices)
ที่จริงแล้วอินเดียเคยมีปัญหาปลูกอาหารเลี้ยงประชากรของตนไม่เพียงพอมานานหลายปี เพิ่งจะมีสต็อกอาหารมากเกินพอทำให้ต้องระบายส่วนเกินออกมาและเข้าใจว่าปีหน้าผลผลิตข้าวก็จะลดลง ทำให้การส่งออกต้องลดลงด้วย แต่จะเห็นได้จากสุนทรพจน์ของ รมว.เกษตรอินเดียว่าเรื่องอาหารนั้นย่อมมีมิติทางการเมืองและสังคมอย่างมาก รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องการผลิตอาหารเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและคงจะไม่พอใจมากนักหากจะมีความพยายามที่จะผลักดันให้ราคาอาหารในตลาดโลกปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจเปรียบเทียบได้กับความรู้สึกของคนไทย (โดยเฉพาะเอ็นจีโอ) ที่ไม่พอใจเรื่องการจดสิทธิบัตรยา เพราะมองว่าจะทำให้ราคายาแพงขึ้น ทั้งๆ ที่ผู้ที่คิดค้นและผลิตยามองว่ายาดังกล่าวเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของผู้คิดค้น จึงควรได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายและให้ผลตอบแทนสำหรับเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นธรรม ทำให้ผมเป็นห่วงในทั้งสองด้านว่า หากรัฐบาลไทยไม่สามารถทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับสูงขึ้นได้ก็จะเผชิญกับปัญหาการขาดทุน แต่หากสามารถผลักดันราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นได้โดยการจำกัดปริมาณส่งออกข้าวไปในตลาดโลกก็จะทำให้ประเทศที่ต้องนำเข้าข้าวคัดค้านนโยบายของไทย ทั้งนี้แนวทางที่น่าจะเหมาะสมคือ ข้อเสนอให้ไทยพัฒนาคุณภาพข้าวเพื่อสามารถขายข้าวคุณภาพสูง เช่นข้าวหอมมะลิในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ของเกษตรกรหรือมาตรการอื่นๆ ที่เน้นการขยายอุปทานมากกว่าความพยายามที่จะปรับขึ้นราคาเพราะจะทำให้อุปสงค์หดตัวในขณะที่อุปทานส่วนเกินจะเพิ่มขึ้นครับ






