วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลอดช่องสิงคโปร์ มีไว้กิน ...สิงคโปร์ลอดช่อง มีไว้ชม

เล่ากันว่า ร้านลอดช่องเก่าแก่ร้านหนึ่ง ตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ชื่อ “สิงคโปร์” มีลูกค้าจำนวนมากที่ไปอุดหนุนเพราะติดใจในรสชาติ

เล่ากันว่า ร้านลอดช่องเก่าแก่ร้านหนึ่ง ตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ชื่อ “สิงคโปร์” มีลูกค้าจำนวนมากที่ไปอุดหนุนเพราะติดใจในรสชาติ และเรียกชื่อร้านนี้ตามชื่อโรงภาพยนตร์ ว่า “ลอดช่องสิงคโปร์” จนกลายเป็นที่มาของการขนานนามประเทศนี้ว่า “ลอดช่อง” มาจนถึงทุกวันนี้

ลอดช่องร้านนี้ ดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน กว่า 70 ปีแล้ว เป็นร้านที่โด่งดังมานาน และมีมาก่อนที่เกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศไทยที่มีชื่อว่า “สิงคโปร์” จะได้รับเอกราชให้เป็นประเทศที่ปกครองตนเองได้ เมื่อปี พ.ศ.2508 เสียอีก 

ผมมองว่า “ลอดช่องสิงคโปร์” นั้นเป็นขนมอร่อยที่มีไว้สำหรับ “กิน” ส่วน “สิงคโปร์ลอดช่อง” นั้น เป็นประโยคของผมเอง เพราะผมจะชวนคุณผู้อ่านไป “ชม” ประเทศนี้ว่า เขา “ลอดช่อง กันอย่างไร”

ประเทศที่เกิดใหม่เมื่อ 47 ปี ที่แล้ว ไม่มีอะไรที่ส่อแววว่า จะพัฒนาให้เจริญขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ เพราะผู้คนยากจน มีหลายเชื้อชาติและไม่ค่อยจะลงรอยกันนัก ส่วนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็มีเพียงไม่กี่แห่ง ไม่มีแรงงานฝีมือ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆ ไม่มีแม้กระทั่งน้ำจืด ที่เพียงพอสำหรับประชาชนอุปโภคบริโภค ต้องสั่งน้ำดื่มและอาหารผลไม้มาจากต่างประเทศเกือบทั้งสิ้น

ใครจะคาดคิดว่า ในช่วงเวลาเพียงชั่วอายุคนเท่านั้น สิงคโปร์ได้ก้าวจาก ประเทศในกลุ่มที่สามของโลก มาเป็นประเทศในกลุ่มที่หนึ่งของโลก (From third to first world) ได้อย่างงดงาม 

ตำนานการสร้างชาติจากประเทศที่ไม่มีอะไรเลย จนกลายเป็นประเทศที่ได้รับอันดับเครดิตในระดับ  AAA สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน สูงกว่าทั้ง ญี่ปุ่นและเกาหลี และเป็นประเทศเพียงไม่กี่แห่งในโลกเท่านั้น ที่ได้รับอันดับเครดิตในระดับนี้ นอกจากนั้น เมื่อมีการจัดอันดับความโปร่งใสในระดับนานาชาติครั้งใด สิงคโปร์ก็ติดอันดับสูงของโลกเสมอเช่นกัน ทิ้งประเทศอื่นในอาเซียน แบบไม่เห็นฝุ่น

ประเทศเพื่อนบ้าน ที่สามารถสร้างชาติได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องราวที่น่า “ชม”  และคำตอบนั้นก็ไม่ยากเลย กล่าวคือเมื่อเขาได้รับเอกราช และมองไปรอบด้านก็ไม่มีความพร้อมใดๆ แต่สิ่งเดียวที่พบว่าน่าจะมีค่าที่สุดเท่าที่มีอยู่ก็คือ “คน” นั่นเอง แม้จะยากจน ไร้การศึกษา ไร้ฝีมือ แต่ก็ต้องเริ่มต้นจากตรงนี้นี่แหละ เมื่อคิดได้เช่นนั้น สิงคโปร์จึงกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างชาติ โดยเน้นการพัฒนาระบบการศึกษาเป็นหลัก บนพื้นฐานว่า “สร้างคน เพื่อให้คนสร้างชาติ”

ผมจินตนาการเอาเองว่า ในวันแรกเริ่มนั้น ผู้นำของเขา คงมองออกไปรอบตัวแล้วรู้สึกคล้ายกับว่า กำลังอยู่ในถ้ำที่มีแต่ความมืดมิด มีโจทย์ที่ท้าทายอยู่ว่า จะก้าวเดินออกจากถ้ำนี้ ไปสู่แสงสว่างอันสดใสภายนอก ได้อย่างไร ซึ่งเมื่อเขามองไปรอบๆ และเห็น “ช่องแสง” อยู่เพียงนิดเดียว เขาก็มองเห็นความหวังและมุ่งมั่นที่จะก้าวเดิน “ลอดช่อง” นั้นออกมาให้ได้ จนในที่สุดก็ออกมายืนได้อย่างสง่างาม อย่างที่เราเห็นกันวันนี้ 

เหตุผลที่ผมกล่าวว่า ประเทศสิงคโปร์นั้น “ลอดช่อง” ด้วยการพัฒนาคุณภาพคน ผ่านระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง ก็เพราะการศึกษาของสิงคโปร์ในวันนี้ ได้รับการยกย่องไปทั่วโลก นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 ซึ่งสิงคโปร์เพิ่งมีอายุเพียง 30 ปีเท่านั้น แต่ก็ปรากฏว่า รายงานของ Trends in International Maths and Science Study (TIMSS) ได้จัดให้นักเรียนสิงคโปร์ติดกลุ่มประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดแห่งหนึ่งของโลกแล้ว และได้รับอันดับเช่นนี้ ในการจัดอันดับครั้งต่อมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในปี 2542 2547 และ 2550 ส่วนรายงานของ IMD World Competitiveness เมื่อปี 2550 ก็ได้จัดอันดับระบบการศึกษา “ที่มีความเพียบพร้อมสำหรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์” และให้สิงคโปร์เป็นอันดับหนึ่งของโลก ฯลฯ ส่วนมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ NUS นั้น เมื่อเดือนที่แล้ว ก็เพิ่งได้รับการจัดอันดับโดย QS World University Ranking ให้อยู่ในอันดับ 25 แห่งแรกของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก จากจำนวนที่จัดอันดับทั้งหมด 700 แห่ง

สิงคโปร์จึงเป็นประเทศที่ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นอย่างชัดเจนว่า การศึกษาที่มีคุณภาพและความมุ่งมั่นของผู้บริหารประเทศ รวมทั้งความทุ่มเทอย่างจริงจังของครูบาอาจารย์ ฯลฯ สามารถนำประเทศก้าวกระโดด ออกจากความมืดมน ทะลุช่องที่มีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย ออกมายืนยืดอกในสังคมระดับโลกได้อย่างสง่างาม

ปี พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง สิงคโปร์เข้มแข็งที่สุด จึงได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ในอาเซียน หนึ่งในความช่วยเหลือนั้น คือการให้ทุน “ASEAN Scholarships” แก่นักเรียนในชาติอาเซียน เพื่อไปเรียนหนังสือที่สิงคโปร์ 

ในยุคแรกๆ เด็กไทยที่ได้รับทุนหลายคน ต่างอยากรู้ว่าเมื่อไปถึงสิงคโปร์แล้ว จะได้เข้าเรียนโรงเรียนอะไร เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ ก็ได้รับคำตอบว่า “ไม่ต้องกังวล เพราะทุกโรงเรียนที่รัฐบาลจะส่งนักเรียนทุนไปเรียนนั้น คุณภาพดีเหมือนกันหมด” ซึ่งนักเรียนทุนทุกคน ก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ

นักเรียนบางคนเล่าว่า ครูให้การบ้านแบบไม่คำนึงว่านักเรียนจะต้องใช้เวลาในการทำการบ้าน จนดึกดื่นเพียงใด บางคนบอกว่าทำเท่าไรก็ไม่หมด และที่เด็กไทยประทับใจก็คือความทุ่มเทเอาใจใส่ของคุณครู ซึ่งทำหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณอย่างแท้จริง เช่น ขอให้นักเรียนสละเวลาพักกลางวันหนึ่งชั่วโมง ให้เหลือเพียงครึ่งชั่วโมง เพื่อที่ครูจะได้ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงนั้น สอนหนังสือพิเศษเพิ่มเติมให้ โดยครูเองก็ต้องสละเวลาอาหารกลางวันด้วย และไม่ได้รับค่าตอบแทนพิเศษใดๆ เป็นต้น

เด็กนักเรียนมัธยมในสิงคโปร์ จำนวนมาก จึงสอบได้คะแนนวิชาต่างๆ ติดอันดับโลกเสมอ แต่ผมก็อยากบอกด้วยว่า ในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่ดีไปหมดทุกอย่าง เพราะการศึกษาชนิดเอาเป็นเอาตาย และต้องทำคะแนนให้ได้สูงมากตลอดเวลาเช่นนี้ แม้จะทำให้สิงคโปร์ติดอันดับโลก แต่ก็ก่อให้เกิดความเครียดอย่างยิ่งยวด กับพ่อแม่และเด็ก จนครอบครัวจำนวนมาก ไม่ประสงค์จะที่จะมีลูกเกินหนึ่งคน กลายเป็นว่ารัฐบาลต้องให้แรงจูงใจให้คู่สมรส มีลูกมากขึ้น มิฉะนั้น จะเกิดปัญหาขาดแคลนประชากรในอนาคต นอกจากนั้นการศึกษาแบบนี้ ยังทำให้ขาดการพัฒนาด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งสังคมขาดความสดใสและความมีชีวิตชีวา ปัจจุบันสิงคโปร์จึงต้องหันกลับมาเร่งรัดพัฒนาในด้านนี้ อย่างเร่งรัด 

เมื่อเห็นว่าประชาชนของเขามีการศึกษาที่เข้มแข็งเช่นนี้  ผมจึงอดไม่ได้ที่จะไปเปิดเว็บไซต์ ของ คณะรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อดูว่า “ผู้นำ” ของเขานั้น มีการศึกษาเช่นใด และพบว่า คณะรัฐมนตรี 17 คนนั้น นายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจาก เคมบริดจ์ และปริญญาโทจาก ฮาร์วาร์ด ส่วนรองนายกรัฐมนตรีสองคน ก็สำเร็จจากฮาร์วาร์ด ทั้งคู่ โดยคนหนึ่งได้รับปริญญาตรีจากเคมบริดจ์ อีกคนหนึ่งได้รับจากแมนเชสเตอร์

ในระดับรัฐมนตรี ก็พบว่า คนแรกก็เป็นศิษย์เก่า เคมบริดจ์ และ ฮาร์วาร์ด เช่นกัน อีกสองคนถัดมาสำเร็จจาก แสตนฟอร์ด ทั้งคู่ ที่เหลือมาจาก เคมบริดจ์สองคน ฮาร์วาร์ดอีกสองคน เอ็มไอที หนึ่งคน LSE หนึ่งคน และ NUS อีก 4-5 คน ประมาณนี้แหละครับ

สรุปว่าการศึกษาของคณะรัฐมนตรีสิงคโปร์นั้น อยู่ในระดับสุดยอด แม้ผมจะไม่เชื่อว่าการศึกษาที่ดี จะทำให้คนเป็นคนเก่งและคนดีเสมอไป แต่ก็เชื่อว่าคนที่สำเร็จการศึกษามาจากสถาบันระดับนี้ น่าจะเป็นคนที่มีปัญญาดี ส่วนจะทำงานเก่ง และเป็นคนดีหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม เมื่อการจัดอันดับนานาชาติ ในเรื่องความโปร่งใสครั้งใด ก็พบว่าประเทศนี้ได้รับอันดับในระดับสูงของโลกเสมอมา จึงน่าจะอนุมานได้ว่า คณะรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ก็คงมีความใสสะอาดอยู่มากเช่นกัน เพราะพวกเขาทำให้ประเทศได้รับอันดับความโปร่งใสสูงเช่นนี้

เมื่อคณะผู้นำประเทศมีคุณสมบัติทางการศึกษาเพียบเช่นนี้ รวมทั้งยังทำให้อันดับความโปร่งใสของประเทศติดอันดับโลกเสมอมา ผมจึงพอเข้าใจได้ว่า เหตุใดประเทศที่เล็กนิดเดียว มีประชากรหยิบมือเดียว มีเอกราชมาเพียงสี่สิบกว่าปีเท่านั้น จึงสามารถ “ลอดช่อง” ออกมาได้เร็ว และไกล ถึงเพียงนี้ 

คุณผู้อ่าน มีความคิดใดที่จะ “ต่อยอด” สิ่งที่ผมนำเสนอมานี้ ก็เชิญได้เลย นะครับ