วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เร่งสร้างความพร้อมก่อนเปิด AEC

หากเรายอมรับว่า คน คือหัวใจสำคัญของธุรกิจ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมนี้ ย่อมส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน

แม้ว่า AEC อาจจะมีการขยับวันเวลาที่มีผลไปบ้าง แต่ไทยเราก็ยังคงจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างความพร้อมให้เกิดขึ้นภายในให้มากที่สุด ปัจจุบันธุรกิจในประเทศไทยประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมากเป็นอันดับ 1 คิดเป็น 38.8% จากการสำรวจของธนาคารโลก รองลงมาคือประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีปัญหานี้ 20.2% และประเทศที่ประสบปัญหาน้อยที่สุด คือ อินโดนีเซีย ที่มีเพียง 4.5% เท่านั้น

หากนำข้อมูลของประเทศต่างๆ ในอาเซียนมาคานวณค่าเฉลี่ย โดยไม่นับประเทศไทยรวมอยู่ด้วย จะพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วธุรกิจของประเทศในกลุ่มอาเซียนที่พบกับปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม คิดเป็น 12.6% ของธุรกิจทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศ นั่นแสดงว่า ความรุนแรงของปัญหานี้ในประเทศไทย สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นในอาเซียนถึง 3 เท่า และถ้าเทียบกับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของเราแล้ว ปัญหาของเรารุนแรงกว่าถึง 8 เท่าเลยทีเดียว


 หากเรายอมรับว่า คน คือหัวใจสำคัญของธุรกิจ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมนี้ ย่อมส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและความอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว ธุรกิจที่น่าเป็นห่วง คือ ธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะคงไม่สามารถจะไปแย่งคนเก่งกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่า ในปี 2553 ประเทศไทยมีเอสเอ็มอีอยู่ประมาณ 2.9 ล้านราย มีมูลค่าการผลิตรวม 3.6 ล้านล้านบาท และมีการจ้างงานกว่า 13.5 ล้านคน การปิดตัวของธุรกิจเหล่านี้ ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม


 ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ เป็นปัญหาที่มีทั้งมิติเชิงปริมาณและคุณภาพ การจะแก้ปัญหาให้สำเร็จ เป็นเรื่องใหญ่เกินกำลังของธุรกิจแต่ละรายจะทำได้โดยลำพัง รัฐบาลจะต้องเข้ามามีบทบาทในการชี้นำและปฏิรูป อาทิ การสนับสนุนให้มีการกำหนดและพัฒนามาตรฐานวิชาชีพ / มาตรฐานฝีมือแรงงาน, การพัฒนาฐานข้อมูลด้านแรงงานเพื่อเป็นข้อมูลกำหนดนโยบายและแนวทางในการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพ, การจัดทำแผนการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการในระดับประเทศ และในระดับพื้นที่, การบริหารจัดการเครือข่ายการพัฒนาแรงงาน และการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรีในภูมิภาค ASEAN


 โดยประเด็นการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีต้องเป็นไปตามการจัดทำข้อตกลงการยอมรับร่วม (Mutual Recognition Arrangements: MRA) ที่หมายถึง การที่ผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติวิชาชีพโดยหน่วยงานที่มีอานาจในประเทศตน จะได้รับการยอมรับโดยหน่วยงานที่มีอำนาจในประเทศอาเซียนอื่น โดยสอดคล้องกับกฎระเบียบภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายผู้ให้บริการสาขาวิชาชีพในภูมิภาค MRA ในสาขาบริการของอาเซียน กรอบความตกลงการค้าบริการของอาเซียน (ASEAN Framework for Agreement on Services) ตระหนักถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มสาขาบริการโดยรวมในอาเซียนตามที่ระบุไว้ในมาตรา 5 ภายใต้ AFAS ดังนี้


 “สมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศจะให้การยอมรับในวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์ที่ได้รับ และคุณสมบัติที่เป็นไปตามข้อกำหนด หรือใบอนุญาต หรือใบรับรองที่ได้รับในประเทศสมาชิกอื่น เพื่อวัตถุประสงค์ในการออกใบอนุญาตหรือใบรับรองให้แก่ผู้ให้บริการ การยอมรับดังกล่าวจะต้องทำอยู่บนพื้นฐานของความตกลงกับประเทศสมาชิกที่เกี่ยวข้อง หรืออาจให้การยอมรับโดยอิสระ”


 ณ ปัจจุบัน อาเซียนได้สรุปผลการจัดทำ MRA และลงนามโดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ดังนี้


 1. ข้อตกลงการยอมรับร่วมในสาขาบริการวิชาชีพวิศวกรรม ลงนามเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2548 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
 2. ข้อตกลงการยอมรับร่วมในสาขาบริการวิชาชีพพยาบาล ลงนามเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2549 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์
 3. ข้อตกลงการยอมรับร่วมในสาขาบริการวิชาชีพสถาปัตยกรรม และกรอบความตกลงสำหรับการยอมรับร่วมในคุณสมบัติวิชาชีพด้านการสำรวจ ลงนามเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 ณ ประเทศสิงคโปร์
   4. กรอบความตกลงว่าด้วยข้อตกลงการยอมรับร่วมในสาขาบริการวิชาชีพบัญชี ข้อตกลงการยอมรับร่วมในสาขาบริการวิชาชีพแพทย์ และข้อตกลงการยอมรับร่วมในสาขาวิชาชีพทันตแพทย์ ลงนามเมื่อ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 ณ ประเทศไทย
 5. กรอบข้อตกลงการยอมรับร่วมในสาขาวิชาชีพการท่องเที่ยว ในการประชุมรัฐมนตรีขนส่งอาเซียน ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม (ยกเว้น ประเทศไทย)


 แม้ว่า  MRA ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วบางส่วน แต่อาเซียนอาจพิจารณาเริ่มการเจรจา MRA ในสาขาวิชาชีพอื่นในอนาคต ซึ่งขณะนี้อาเซียนอยู่ระหว่างจัดตั้งกลไกในการดำเนินการตาม MRA ที่ได้ลงนามไปแล้ว เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพในภูมิภาคได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมจากข้อตกลงดังกล่าว


 ด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี (เฉพาะประเด็นการอำนวยความสะดวกและความร่วมมือในการพัฒนาและยกระดับแรงงานฝีมือ) ที่จะต้องดำเนินการต่อจากนี้ ได้แก่


 1. อำนวยความสะดวกในการตรวจลงตราและใบอนุญาตทำงานสาหรับผู้ประกอบวิชาชีพและแรงงานฝีมืออาเซียน ที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้ามพรมแดน และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุน โดย กระทรวงแรงงาน (กรมการจัดหางาน)กระทรวงการต่างประเทศ (กรมการกงสุล) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
 2. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสมาชิกของเครือข่ายมหาวิทยาลัยของอาเซียน (AUN) เพื่อเพิ่มการเคลื่อนย้ายทั้งนักเรียนและเจ้าหน้าที่ภายในภูมิภาค โดย กระทรวงศึกษาธิการ
 3. พัฒนากรอบแผนงานมาตรฐานความสามารถและคุณสมบัติของงาน หรืออาชีพ และความชำนาญของผู้ฝึกอบรมในสาขาบริการสำคัญ และสาขาบริการอื่นๆ โดย กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการท่องเที่ยว
 4. เสริมสร้างขีดความสามารถในการวิจัยของประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อสนับสนุนความชำนาญ การเข้าทำงาน และพัฒนาเครือข่ายข้อมูลด้านตลาดแรงงานระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดย กระทรวงแรงงาน (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน)


 ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความจำเป็นเร่งด่วนของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะมีอยู่ 2 ประการสำคัญคือ ประการที่หนึ่ง การดำเนินการที่ต่อเนื่องจากข้อตกลงยอมรับร่วม (MRA) ใน 7 สาขาวิชาชีพที่ได้ลงนามไปแล้ว และสาขาการท่องเที่ยวที่จะลงนามข้อตกลงต่อไป และประการที่สอง การเตรียมพร้อมยกระดับฝีมือแรงงานไทย ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานที่มีระบบและได้มาตรฐาน โดยจัดให้มีระบบประกันคุณภาพในทุกขั้นตอนเพื่อให้แน่ใจได้ว่าการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ จะได้รับการยอมรับจากทั้งในประเทศและสากล