วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เกาหลีฟีเวอร์: เห่ออย่างเดียวไม่พอ

วันนี้ ประเทศเกาหลีใต้ “มาไกลมาก” .....มาไกลเหลือเกิน

     จากกระแส “แดจังกึม” ซึ่งทำให้คนไทยเห่ออาหารเกาหลี และธุรกิจอาหารเกาหลีในไทยเติบโตขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนถึง “เกิร์ลกรุ๊ป” และ “บอยแบนด์” รวมทั้งกระแส เครื่องสำอางเกาหลี และ ศัลยกรรมความงาม ที่ชาวต่างชาติจำนวนมากเดินทางไปใช้บริการอย่างเชื่อมั่น รวมถึงล่าสุดคือลีลาเพลง “กังนัมไสตล์” ซึ่งขณะนี้มีผู้คลิกเข้าชมในยูทูปเกือบ 230 ล้านคน แล้ว
     นี่ยังไม่นับรวม สาวเกาหลี ที่สร้างความสำเร็จในวงการกอล์ฟระดับโลก อย่าง มิเชล วี ซึ่งทั้งเก่งทั้งสวย และ ลิเดีย โค สาวน้อยวัยเพียง 15 ปี เธอยังเป็นเพียงเด็กนักเรียนมัธยม แต่เมื่อปลายเดือนที่แล้ว เธอกลายเป็น แชมป์ที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ LPGA ไปแล้ว หรือเมื่อนับรวมไปถึงสินค้าอย่าง ซัมซุง หรือ แอลจี ด้วยแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกาหลี กำลังประสบความสำเร็จในระดับสูง ได้รับการยอมรับในระดับโลก จริงๆ
     คนไทยเห่อเกาหลีกันอย่างมาก ซึ่งก็ไม่น่ามีอะไรเสียหาย เพราะเป็นไปตามกระแสโลก แต่ผมอยากจะบอกว่า แค่ “เห่อ” อย่างเดียวยังไม่พอ เราควรจะต้องถามต่อด้วยว่า “ประเทศเกาหลี ทำได้อย่างไร”  เพราะคนไทยที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวหลายคน บอกกับผมเหมือนๆกันว่า ความจริงแล้วประเทศเกาหลี “ก็ไม่เห็นมีอะไรเลย” ที่จะดูว่าพิเศษไปกว่าศิลปะ วัฒนธรรมและธรรมชาติของประเทศไทยเรา แต่น่าคิดไหมว่าท่ามกลาง “ความไม่มีอะไร” นั้น เขากลับ “สร้าง” อะไรๆ มาขายชาวโลกได้ตลอดเวลา ได้อย่างไร
     ความจริงไทยเราก็มีอะไรที่น่าชื่นใจอยู่มากพอประมาณ เช่นเราเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ และชิ้นส่วนรถยนตร์ และแผงวงจรไฟฟ้าที่ใหญ่โตมาก ซึ่งเมื่อน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมเมื่อปีที่แล้ว คนไทยและชาวโลก ก็เพิ่งตระหนักว่าประเทศไทยเรา มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ถึงขนาดทำให้สินค้าบางประเภทขาดแคลนไปเลยทีเดียว ส่วนในวงการกีฬา เราก็พอจะเชิดหน้าชูตาในเรื่อง มวย หรือ ยกน้ำหนัก ได้อยู่บ้าง ส่วน อาหารไทย นั้น ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกแล้ว อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้ว คงต้องยอมรับว่าระดับความสำเร็จของเรา ยังห่างไกลจากเกาหลี มากทีเดียว
     ผมขอเตือนความทรงจำของคุณผู้อ่านว่า ย้อนหลังไปเมื่อปี 2540 นี้เอง เกาหลีตกต่ำถึงขนาดธุรกิจล้มละลายจำนวนมาก มีอาการสาหัสสากรรจ์จนถึงระดับที่ถูกลดอันดับเครดิต ลงเป็นประเทศ “ขยะ” ต่ำกว่าประเทศไทยเราด้วยซ้ำไป แต่วันนี้อันดับเครดิตของเขา กลับสูงกว่าไทยไปหลายอันดับแล้ว เมื่อต้นสัปดาห์นี้เอง S&P ได้ประกาศเพิ่มอันดับเครดิตของเกาหลีขึ้นอีกครั้ง จาก A เป็น A+ ในขณะที่ก่อนหน้านั้นเพียงสองสัปดาห์ Fitch ก็ได้ปรับเพิ่มอันดับเครดิตให้เกาหลี จาก A+ เป็น AA-
     ความจริงในบรรดาประเทศ “สี่เสือแห่งเอเซีย” คือ สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลี นั้น เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ประเทศสิงค์โปร์และไต้หวัน ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แต่เกาหลีได้รับผลกระทบเลวร้ายที่สุด อันเนื่องมาจากหนี้เสียภาคเอกชน และวิกฤติตลาดหลักทรัพย์ แต่เพียง 15 ปีผ่านไป วันนี้ GDP ต่อหัว ของเกาหลี สูงกว่าเมื่อปี 2540 ถึง 3 เท่าตัว
     ย้อนหลังไป เมื่อสงครามเกาหลีสงบลงในปี 2496 ประเทศเกาหลีแทบไม่เหลืออะไรเลย ต่อมาในปี 2505 เกาหลีก็ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก (ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกับที่ประเทศไทย ก็ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับแรกเช่นกัน) จากนั้นเป็นต้นมา เกาหลีวางแผนปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจ (Economic Transformation) อย่างเป็นระบบ ซึ่งความจริงโครงร่างของแผนในระยะแรก ก็แทบจะไม่ได้แตกต่างไปจากแผนพัฒนาฯ ของไทยเรา เช่นเน้นการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ที่ต้องใช้แรงงานในการผลิต อย่างเสื้อผ้า หรือรองเท้า เป็นต้น จากนั้น ก็ได้จัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ (KIST) ขึ้นมา
     อีก 10-20 ปีถัดมา ช่วงทศวรรษ 1970s และ 1980s เกาหลีก็มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมหนักอย่างอุตสาหกรรมสร้างเรือ ปิโตรเคมี รถยนต์ และสินค้าอิเลคทรอนิกส์ เป็นต้น พอเริ่มทศวรรษ 1990s ก็มุ่งเน้นอุตสาหกรรมไฮเทค  พร้อมกับมีการจัดตั้งโครงการวิจัยและพัฒนาแห่งชาติ (National R&D Program) โดยรัฐบาลมุ่งสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนด้วยกลไกภาษ๊ จนกระทั่งในปี 2007 งบวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน ก็เกินกว่า 80% ของงบวิจัยและพัฒนาทั้งประเทศ
     ดังนั้น เมื่อดูไปแล้ว เกาหลี กับไทย ก็เริ่มต้นปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในเวลาใกล้เคียงกัน และด้วยวิธีการที่ไม่แตกต่างกันมากนัก แม้กระทั่ง พัฒนาการทางการเมือง ก็น่าจะพูดได้ว่าไม่ได้แตกต่างกันเท่าใดนัก เพราะทั้งสองประเทศในช่วงทศวรรษ 1960s ต่างก็อยู่ภายใต้ระบบเผด็จการเช่นกัน แต่เกาหลีนั้น ก้าวนำไทยไปติดกลุ่มหนึ่งในสี่เสือแห่งเอเซียก่อนเรา ในขณะที่เราประกาศว่ากำลังจะก้าวเข้าไปเป็น “เสือตัวที่ห้าแห่งเอเซีย” แต่แล้วในปี 2540 เราก็กลับกลายเป็น “แมวตัวที่หนึ่งแห่งเอเซีย” ไปเสียกระนั้น
     ทั้งเกาหลีและไทย ต่างลุกขึ้นมาใหม่ได้ทั้งคู่ แต่วันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาอยู่คนละลีก กับเราแล้ว
ปัจจุบันเกาหลีกำลังท้าทายความสำเร็จทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในอดีต และกำลังก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม อย่างเต็มที่ จากรายงานของธนาคารโลกนั้น งบวิจัยและพัฒนาของเกาหลีในปีนี้ จะสูงถึง 3.45% ของ GDP ใกล้เคียงกับญี่ปุ่น ที่ 3.48% ในขณะที่อเมริกา 2.85% ออสเตรเลีย 2.75% สิงคโปร์ 2.65% ในขณะที่ของไทยเราอยู่ที่ 0.2% กว่าๆเท่านั้น และนี่คงเป็นเหตุผลสำคัญอีกข้อหนึ่งที่อธิบายว่า ทำไมเกาหลีจึงประสบความสำเร็จ มากเช่นนี้ ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงเหตุผลอื่นๆ เช่นระเบียบวินัยที่เข้มแข็งของประชาชน การลงทุนในระบบการศึกษาและการพัฒนาโครงสร้างต่างๆ รวมทั้งพัฒนาการทางการเมืองจากระบบเผด็จการมาเป็นประชาธิปไตย ที่ดีพอสมควร เป็นต้น
     ส่วนประเทศไทยเราเองนั้น “ป้อแป้” กับงานวิจัยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะตั้งเป้าอย่างไร ก็ไม่เคยทำได้ รัฐบาลชุดนี้ก็ตั้งเป้าไว้ที่ 2% แต่เมื่อคำนึงถึงว่าวันนี้เรายังอยู่แถว 0.2% กว่าๆ มานานหลายปีดีดัก เมื่อบวกกับข้อจำกัดทางการเงินแล้ว ก็คาดหวังลำบาก และเมื่อบวกกับพัฒนาการทางการเมือง และการศึกษา อย่างที่เห็นๆกันอยู่ว่า “สะดุดแล้วสะดุดอีก” ก็เลยไม่ยากที่จะเข้าใจว่าเหตุใดเกาหลีจึงไปไกลกว่าเราขนาดนั้น
     อย่างไรก็ตาม เมื่อสองวันก่อน คุณกิตติรัตน์ ณ. ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวว่า กระทรวงฯ มีนโยบายที่จะให้บริษัทเอกชน นำค่าใช้จ่ายในการวิจัย มาหักภาษีได้ถึง 3 เท่า จากปัจจุบันซึ่งหักได้ 2 เท่า และจะพยายามทำให้เสร็จ ภายในปีนี้ นี่ก็นับว่าเป็นข่าวดี ที่น่าจะช่วยให้การวิจัยและพัฒนาในประเทศเรา ไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นบ้าง
     ในขณะที่กระแสเกาหลีกำลังกระหน่ำโลกอยู่นี้ แม้ไทยเราจะยังสู้เขาไม่ได้ในหลายๆเรื่อง แต่อย่างน้อยเราก็มี “อาหารไทย” ที่ดังระดับโลกเหมือนกัน  นอกจากนั้น เรายังมี นิชคุณ ที่ไปโด่งดังถึงดินแดนเกาหลีอีกด้วย เมื่อผสมกับเงินวิจัยและพัฒนา ที่กำลังจะเพิ่มขึ้นในภาคเอกชน เพราะกลไกภาษีที่เอื้อยิ่งขึ้นนี้ เราน่าจะพอหวังได้ว่า ไทยจะมีนวัตกรรมออกมาขายให้ชาวโลกได้มากขึ้นในอนาคต แต่การวิจัยและพัฒนานั้น กว่าจะประสบผลสำเร็จได้ ก็เป็นเรื่องระยะยาว   ดังนั้น คงจะต้องรออีก 20 ปี ค่อยมาพิสูจน์กันครับ

หมายเหตุ  บทความเรื่องนี้ ที่ลงในหนังสือพิมพ์ มีข้อมูลผิดพลาดบางประการ ซึ่งได้แก้ไขใหม่ ในฉบับนี้แล้ว