Fruit Futures

การซื้อขายล่วงหน้าในลักษณะของ Futures ที่ซื้อขายกันผ่านตลาดล่วงหน้าที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ มีวิวัฒนามากว่าร้อยปีแล้ว
การซื้อขายล่วงหน้าในลักษณะของ Futures ที่ซื้อขายกันผ่านตลาดล่วงหน้าที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ (Organized Futures Exchange) ได้มีวิวัฒนาการมาเป็นเวลากว่าร้อยปีแล้ว โดยแม่แบบที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแม่แบบของตลาดสินค้าล่วงหน้าต่างๆ ได้มีการพัฒนาต่อๆ กันมา คือ ตลาด Chicago Board of Trade (CBOT) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง ชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
การซื้อขายสินค้าล่วงหน้าใน CBOT เปิดให้ซื้อขายครั้งแรกในสินค้าข้าวโพด เมื่อปี ค.ศ.1852 (160 ปีที่แล้ว) โดยในช่วงต้น การซื้อขายล่วงหน้ายังเป็นในลักษณะของ Forward กล่าวคือซื้อขายกันในลักษณะของสัญญาล่วงหน้าที่ยังไม่เป็นมาตรฐาน (เงื่อนไขสัญญาเป็นไปตามความพึงพอใจของผู้ซื้อและผู้ขาย) ซึ่งการไม่มีมาตรฐานนี้ทำให้สัญญาสามารถเปลี่ยนมือได้ยาก ซึ่งในปี ค.ศ.1865 CBOT จึงได้ริเริ่มให้มีการซื้อขายล่วงหน้าที่เป็นสัญญามาตรฐาน (Standardized Contract) ที่เรียกกันว่า “Futures Contract” ซึ่งเป็นรูปแบบที่เป็นแม่แบบของการซื้อขายสินค้าล่วงหน้าในตลาดต่างๆ ทั่วโลกในเวลาต่อมา
ข้าวโพด หรือ Corn จึงถือว่าเป็นสินค้าแรกที่มีการซื้อขายล่วงหน้า (Futures Trading) ใน CBOT ซึ่งต่อมา ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรชนิดอื่น ๆ ที่เพาะปลูกกันมากในบริเวณ Mid West แถบนั้น ได้แก่ ข้าวสาลี (Wheat) หรือ ถั่วเหลือง (Soybean) ต่างค้าขายสินค้าของตนโดยใช้บริการ Futures Trading ของ CBOT ด้วย โดยในช่วงเริ่มแรกนี้การซื้อขายล่วงหน้ายังจำกัดวงอยู่เพียงสินค้าเกษตรทำให้กระบวนการการกำกับดูแลต่างๆ ของ Futures Trading เวลานั้นกระทำโดยกระทรวงเกษตร (USDA) เป็นหลัก
ในบรรดาสินค้าเกษตร หรือสินค้ากลุ่ม Agriculture ที่มีการค้าขายแบบ Futures Trading ใน Futures Exchange ทั่วโลกจากอดีตมาถึงในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มย่อย ได้แก่
1. กลุ่ม Cereals/Grains เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ข้าวเจ้า Azuki bean
2. กลุ่ม Oilseeds เช่น ถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ปาล์มน้ำมัน เมล็ดดอกทานตะวัน
3. กลุ่ม Livestock เช่น วัวเป็น (Live Cattle) เนื้อหมู (Lean Hog) หมูสามชั้น (Pork Belly)
4. กลุ่ม Forest เช่น ไม้ท่อน (Lumber) ไม้อัด (Plywood)
5. กลุ่ม Fiber เช่น ฝ้าย (Cotton) ขนแกะ (Wool)
6. กลุ่ม Diary เช่น นมดิบ ผลิตภัณฑ์เนย
7. กลุ่ม Fishery เช่น กุ้งแช่แข็ง
8. กลุ่ม Soft เช่น ยางพารา น้ำส้ม น้ำตาล กาแฟ โกโก้ โดยสินค้าแต่ละชนิด มีตลาดหลักๆ ที่ผู้ค้าใช้ซื้อขายและอ้างอิงราคา เช่น
o ตลาด Chicago Board of Trade (CME) สำหรับสินค้าข้าวโพด ข้าวสาลี และถั่วเหลือง
o ตลาด New York Board of Trade (ICE) สำหรับ น้ำตาลทรายดิบ กาแฟ โกโก้ และน้ำส้ม
o ตลาด Tokyo Commodity Exchange สำหรับยางพารา
o ตลาด Bursa Derivatives ของมาเลเซียสำหรับน้ำมันปาล์มดิบ
ทั้งนี้จะเห็นว่า มีการนำสินค้าเกษตรหลายกลุ่มหลากชนิดเข้าซื้อขายล่วงหน้ากันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าส่วนใหญ่โดยเฉพาะในกลุ่มของพืช จะจำกัดอยู่ในกลุ่มของธัญพืช และ/หรือ พืชอาหารที่เป็นพืชเศรษฐกิจ
แต่หากเมื่อพิจารณาเฉพาะเจาะจงลงไปจะพบว่าพืชในกลุ่มประเภทที่เป็นผลไม้ หรือ Fruit ในช่วงที่ผ่านมากว่า 100 ปี ก็มีเพียงสินค้าน้ำส้ม หรือ Frozen Concentrated Orange Juice (FCOJ) ของ ตลาด ICE ซึ่งเริ่มซื้อขายเมื่อปี ค.ศ. 1966 (44 ปีที่แล้ว) เป็นสินค้า Fruit Futures เพียงชนิดเดียว ซึ่งท่านผู้อ่านคงประหลาดใจใช่ไหมครับว่า เหตุใดสินค้าในกลุ่มผลไม้ จึงมีเพียงสินค้า FCOJ ที่สามารถเข้ามาทำการค้าขายในระบบ Futures Trading ได้
จะตอบคำถามข้างต้นได้ ก็คงต้องเข้าใจก่อนครับว่าสินค้าที่เหมาะสมที่จะทำการซื้อขายล่วงหน้านั้นอย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
ตามตำราก็ระบุไว้ชัดครับว่า สินค้าที่เหมาะสำหรับเข้ามาในระบบ Futures Trading จะต้องเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานรวมถึงต้องบังคับใช้มาตรฐานนั้นได้ ต้องมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ มีมูลค่าการซื้อขายหรือขนาดตลาดที่ใหญ่ มีความเกี่ยวข้องกับผู้คนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของราคา เป็นต้น
เมื่อพิจารณาแล้วผลไม้ส่วนใหญ่อาจจะมีขนาดตลาดที่เล็กเกินไป รวมถึงการบังคับใช้มาตรฐานส่วนใหญ่อาจจะทำได้ยาก
เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีตลาดล่วงหน้าสนใจที่จะนำสินค้า “Fruit Futures” เข้ามาซื้อขาย โดย ตลาด Minneapolis Grain Exchange (MGEX) จะทำการเปิดให้ซื้อขาย Futures และ Options สำหรับน้ำแอปเปิลเข้มข้น (Apple Juice Concentrate หรือ AJC) ในวันที่ 13 ส.ค.นี้ และตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) มีแผนจะนำสินค้าสับปะรดทั้งในส่วนของเนื้อสับปะรดที่บรรจุกระป๋อง (Canned Pineapple) และ น้ำสับปะรดเข้มข้น (Pineapple Concentrate) เข้าซื้อขายภายในปีนี้
ทั้งนี้ ก็อาจเป็นเพราะว่า Fruit Futures ทั้ง AJC Futures หรือ Pineapple Futures น่าจะมีขนาดตลาดที่ใหญ่เพียงพอ อีกทั้งเป็นสินค้าที่ผ่านการแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรไปเรียบร้อย จึงทำให้สินค้ามีทั้งความเป็นมาตรฐานและการบังคับใช้มาตรฐานสามารถกระทำได้อย่างเคร่งครัด และสามารถผ่านเงื่อนไขเบื้องต้นของการเข้ามาซื้อขายได้
ก็คงต้องตามดูกันต่อครับ หลังจากที่ Fruit Futures ทั้ง 2 ตัวเข้ามาซื้อขายล่วงหน้าแล้ว
จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินของนักเก็งกำไรเข้ามามีส่วนร่วมกับ Fruit Futures นี้ได้หรือไม่ ทั้งนี้เนื่องจากผลการศึกษาเกี่ยวกับ Futures Trading ในทุกงานวิจัยต่างระบุไว้ตรงกันหมดว่า การเข้ามามีส่วนร่วมของนักเก็งกำไรนั้นมีความสำคัญมาก เสมือนเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ช่วยให้การซื้อขายล่วงหน้าประสบความสำเร็จ แต่ดูเหมือนว่าในปัจจุบันนี้ การที่จะเรียก “ลมใต้ปีก” ชนิดนี้มาได้นั้น เป็นงานที่ยากเอาการทีเดียวสำหรับตลาดล่วงหน้าส่วนใหญ่ทั่วโลก




