สิ่งที่เมืองไทยสูญเสียไปในรอบสี่สิบปี

สิ่งที่เมืองไทยสูญเสียไปในรอบสี่สิบปี

การดำเนินชีวิตใดๆ ของทั้งตัวบุคคลและองค์กร ย่อมต้องมีการสูญเสียและไปใช้ของทรัพยากรที่มีอยู่

ด้วยเหตุนี้เอง หากการใช้ไปผิดทิศทาง ไร้คุณค่า กับไม่สามารถสร้างผลตอบแทนคืนกลับมา ก็ย่อมทำให้ต้องเสียหาย
 

ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้มีการสอนในวิชาการบริหารจัดการ ว่า  การบริหารใดๆ ต้องเริ่มต้นด้วยการต้อง “วางแผน” คิดก่อนที่จะทำ ว่า จะทำอะไร ที่ไหน ทำอย่างไร เท่าใด และเมื่อไร เพื่อให้รอบคอบก่อนลงมือทำจริง การวางแผนจึงเท่ากับลดความเสี่ยง กับ ทำให้รอบคอบทำได้ผลลัพธ์ที่ได้มีจะดีทั้งปริมาณและคุณภาพ  ทั้งนี้ เพราะจากการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเผชิญและได้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้การคิดคาดการณ์  หรือ การวางแผน เป็นเรื่องที่จะขาดหรือไม่ทำไม่ได้ การเดินหน้าลงมือทำ โดยไม่มีการคิดล่วงหน้า จึงเปรียบเสมือนการเดินไปในความมืด ซึ่งอาจทำให้ผิดพลาดได้สูง
 

โลกในช่วงที่ผ่านมาก็เช่นกัน  การเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นมาก  จึงยิ่งทำให้การวางแผนสำคัญยิ่งขึ้น จนมีการขยายไปถึงทุกกลุ่ม ทำให้หัวข้อ Planning for non-Planner กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่หากัน จนกระทั่งเกิดยุคโลกาภิวัตน์ การเปลี่ยนแปลงเป็นไปแบบกลับตาลปัตร จนทำให้การคาดการณ์แทบจะใช้ไม่ได้ การวางแผนจึงมีน้ำหนักน้อยลง แต่การติดตามการเปลี่ยนแปลงกลับต้องปรับตัวให้ทันเหตุการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในทุกเวลานาที จึงเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้นไปอีก และผู้บริหารยุคใหม่ จำต้องกลายเป็นคนที่มีความรู้มากพอเพียงต่อการรับมือกับเหตุการณ์ใหม่ที่อุบัติขึ้น ทั้งนี้  ไม่ว่าการวางแผนจะสำคัญมากน้อยขนาดไหนก็ตามและถ้าไม่ทำแผน ความเสียหายจะเกิดขึ้นแน่ ไม่มากก็น้อย แต่ที่เสียหายมากที่สุด ก็คือ การไม่ปฏิบัติตามแผน   
 

ซึ่งทำให้สูญเสียโอกาส ทรัพยากร และคุณค่างานต่างๆ ที่ควรมีควรได้ ให้ต้องขาดหายไป อันนับเป็นความเสียหายที่สูงมาก ในท่ามกลางการเมืองของไทยที่ไม่พัฒนาในตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมา จนแม้ทุกวันนี้ ก็มีผู้กล่าวว่า อีก 10 ปี เมืองไทยก็ยังจะไม่ไปถึงไหนแม้ว่า AEC ได้เกิดขึ้นแล้วก็ตาม
 

ฟังเบื้องต้นดูจะกล่าวเกินความจริงไปก็ได้ แต่ถ้าลองหยุดคิดสักนิดแล้วย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาประมาณสี่สิบปีที่แล้ว คือ ราว พ.ศ. 2515-2516 ที่ได้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ปี 2516   ซึ่งทำให้หลายคนคาดหวังว่า กระแสการเมืองจะเปลี่ยนแปลงแล้วเมืองไทยจะรุ่งเรือง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว สมัยนั้นผมกำลังอยู่ในวัยหนุ่มใหญ่ๆ ได้ถึงความคิดและแผนงานของบรรดาผู้ใหญ่ในอดีต ซึ่งเห็นแล้วก็ต้องเชื่อใจว่า หากทุกอย่างได้มีการทำจริงแล้วเมืองไทยก็จะเจริญขนานใหญ่ 
 

แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น  ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่คือไม่ได้ทำตามแผน ไม่มีการส่งต่องาน หรือเดินไปตามกรอบความคิดหรือแนวทางที่ได้เคยวางไว้  กับไม่มีการจดบันทึกเรื่องต่างๆ ที่เคยคิดและทำกันมา นอกจากนี้  ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นสาเหตุสำคัญ ที่มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง อดีตผู้ใหญ่ในวงการศึกษา (ดร.วิชัย ตันศิริ) ได้เคยกล่าวไว้ คือ คนไทย “ขี้อิจฉา” ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี อีกทั้งขาดวินัยเห็นแก่ตัวทำให้ประเทศต้องสูญเสีย ทรัพยากรและโอกาสต่างๆ มากมาย กับต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำร้ายหลายกรณียังมีการก้าวเดินถอยหลังไปอีกก็มี ซึ่งยิ่งทำให้เสียหายหนักกว่าเดิม แย่กันไปใหญ่
 

สิ่งที่ผมอยากสรุปให้ฟังกัน ล้วนได้รับทราบมาในฐานะผู้ทำงานใกล้ชิด จึงเข้าใจถึงขนาดของการสูญเสียไปมากในรอบสี่สิบปี โดยขอยกตัวอย่างบางกรณีที่เป็นข่าวอยู่ ดังนี้
 

ก. การสูญเสียคุณค่าจากความทุ่มเทของทรัพยากรบุคคล ทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง  
 

พูดได้ว่า ท่านเหล่านั้น ได้ใช้ปัญญาความรู้ ความกตัญญู กับความสามารถ ทุ่มทำสิ่งดีงามให้ประเทศ เพื่อหวังให้เจริญก้าวหน้าและเป็นประโยชน์แก่รุ่นเราที่จะได้ทราบไว้ ทั้งนี้ เพราะ สิ่งที่ปรากฏของเรื่องดังกล่าวที่เหลือและเป็นอยู่ในวันนี้ แทบจะไม่มีอะไรเหลือให้เห็น หรือมีแต่สิ่งไร้คุณค่ากับขาดน้ำหนักที่จะมาใช้ทำประโยชน์ได้
 

บุคคลที่เคยคิดสิ่งดีๆ ให้กับประเทศชาติมาแล้ว ที่ผมจะขอเอ่ยชื่อไว้ในเบื้องต้นนี้ ส่วนมากจะเริ่มต้นจากงานกับการทำงานของท่านที่เกี่ยวข้อง แล้วจึงโยงมาถึงตัวคนในภายหลัง
 

ดังเช่น การเอ่ยถึงพระนาม พระองค์วรรณ กรมหมื่นนราธิปฯ ชื่อของ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และคุณบุญชู โรจนเสถียร นั่นคือ  ตัวบุคคลที่อยู่ในเบื้องหลังของคนต้นคิดและดำเนินการ โดยเป็นเจ้าของเรื่องที่ได้ริเริ่มทำอะไรต่ออะไรมากมายให้ไว้กับสังคมไทย  แต่น่าติดตามว่าถึงวันนี้ สิ่งที่ว่านั้นมาได้ไกลแค่ไหน  คุ้มค่ากับแรงที่ท่านเหล่านั้น คิดและทำไว้ให้หรือไม่
 

ขอยกเอา 3 เรื่องมาเล่าโดยย่อ คือ ท่านเสด็จในกรมฯ กรมหมื่นนราธิปฯ กับ ดร.ป๋วย ได้ริเริ่มเรื่องการพัฒนาการศึกษา โดยการพัฒนาการสอนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่ออนาคต ที่จะมีวิทยาศาสตร์ประสานกับการสอนสังคมศาสตร์ของธรรมศาสตร์ที่เข้มแข็ง โดยการเจรจาขอให้มิตรประเทศ จัดตั้งสถาบัน เอ ไอ ที ซึ่งแต่เดิม สิงคโปร์เสนอให้ไปตั้งที่สิงคโปร์ แต่ด้วยกุศโลบาย อยากให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและเสริมการสอนวิทย์คู่ธรรมศาสตร์ จึงมีการมอบที่ดินของธรรมศาสตร์ที่รังสิตให้กับ AIT ในราคาไม่กี่สิบดอลลาร์ เป็นธรรมเนียมเท่านั้น
 

ทั้งสองท่านได้เตรียมการให้มีการสอนกฎหมายแนวใหม่ ที่เรียกกันว่า Sociology of Law ด้วยการเริ่มจัดสอนแบบศิลปศาสตร์วิชาพื้นฐาน และให้การศึกษากฎหมายเป็นระดับปริญญาโท โดยมีการเรียนแบบคิดค้นคว้า ถกแถลง มากกว่าการท่องจำ เป็นนักกฎหมายศรีธนญชัย
 

ทั้งนี้ การทำ ม.ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยปิดนั้น แท้จริงแล้ว กลับเปิดกว้างให้มีการพัฒนาอาชีวศึกษาให้ดีขึ้น พร้อมกับการศึกษาต่อเนื่องทางไกลแบบ มสธ.เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ก็มีการจัดเตรียมไว้ แต่แรงทางการเมืองที่หวังคะแนนเสียง ได้ถือโอกาสให้นายกฯ สายทหาร เปิด ม.รามคำแหงในรูปแบบการผลิตนักกฎหมายแบบเก่า
 

ดร.ป๋วยเอง ได้สร้างบุคลากร โดยหาทุนการศึกษามาสร้างครูอาจารย์ จำนวนมาก โดยเฉพาะสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ สร้างคนจบปริญญาเอกมากนับร้อยคนทีเดียว และไม่จำกัดหรือผูกมัดว่า จะต้องทำงานใช้ทุนกับฝ่ายไหน ที่ใด โดยให้มีจิตสำนึกเอง
 

ข. การสูญเสียโอกาสการพัฒนางานสำคัญ จากปัญหาต่างๆ ได้เดินนำหน้าไปแล้ว จนทำให้สภาพประเทศไทยต้องกลายเป็นตัวอย่างที่อาจเป็น ประเทศที่ล้มเหลว หรือการพัฒนาประเทศ ทำไปอย่างเนือยๆ เฉื่อยชา กระท่อนกระแท่น หรือ ช้าไปถึงสี่สิบปี โดยหลายอย่างเพิ่งจะมาเริ่มทำกันตอนนี้ เป็นต้น
 

เรื่องแรกที่ผมอยากนำมาเขียนประกอบการให้เห็นข้อคิด คือ ข่าวเร็วๆ นี้
 

ข่าวจาก นสพ.ไทยรัฐ ฉบับอังคารที่ 24 กรกฎาคม พาดหัวข่าวรองว่า "อยุธยานำร่อง ลอกเจ้าพระยา น้ำไหลเร็วขึ้น" พร้อมกับได้พูดถึง ผลดีมากมายจากโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ ตามโครงการจะมีการขุดสันดอนในแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสายจาก จ.นครสวรรค์ จนถึงกรุงเทพฯ ระยะทางของแม่น้ำรวมประมาณ 372 ก.ม. โดยที่สำคัญเร่งด่วน คือ ให้กรมเจ้าท่ากับผู้ว่าราชการ 9 จังหวัดเร่งทำเพื่อป้องกันอุบัติภัยทางน้ำ เริ่มจากอยุธยาลงมา ซึ่งต้องยอมรับว่าทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่าจำเป็น เร่งด่วนและจะเกิดประโยชน์ หลายด้าน
 

ต่อเรื่องนี้ผมไม่สงสัยในโครงการกับผลที่จะได้รับ แต่ที่ติดค้างและเป็นข้อขัดใจ คือ
 

ทำไมงานนี้เพิ่งจะเริ่มทำกันในตอนนี้ ซึ่งชักช้าไปถึงยี่สิบถึงสามสิบปี เพราะเรื่องขุดแม่น้ำเจ้าพระยา ให้ไหลสะดวก ใช้สัญจรไปมาได้ พร้อมกับการเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร การทำนา และการขนส่งทางน้ำ ที่จะทำให้ต้นทุนต่ำ ประหยัดเงินกับทำให้สามารถแก้ปัญหาถนนเสียหายจากการบรรทุกเกินน้ำหนัก ของบรรดาเจ้าพ่อนักการเมือง ที่เป็นเจ้าของรถบรรทุกไปด้วย
 

โครงการขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยานี้ คุณบุญชูได้คิดและวางไว้เป็นงานลำดับแรกๆ ที่ต้องทำ ตั้งแต่แรกเริ่มเข้ามาทำงานการเมือง คือ การนำเอาวิธีการบริหารของภาคเอกชนเข้ามาใช้กับราชการ โดยให้หน่วยราชการทำงานโดยต้องมี “การวางแผน” ทั้งนี้ โดยให้ทุกหน่วยราชการต้องมีการคิด วิเคราะห์และวางแผน ทั้งระยะสั้น คือ งบประมาณกับแผนระยะยาว  โดยท่านจะให้ "นโยบาย" ไว้ล่วงหน้า แล้วพยายามให้มีการจัดลำดับกับประสานแผนให้เข้ากัน ซึ่งแผนพัฒนาจัดการแหล่งน้ำ โดยเฉพาะการให้ขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ถือเป็นงานสำคัญที่ต้องทำโดยเร็วและให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ  ที่ท่านจะติดตามกำกับเสมอ ตลอดสมัยการทำงานของท่าน แต่ ด้วยลักษณะการเมืองแบบไทยๆ แผนที่ท่านให้ความสำคัญกลับถูกขึ้นหิ้งไว้ แลกกับสิ่งที่ได้รับมา คือ ชื่อเรียกของท่านที่เรียกท่านว่า “อาจารย์ใหญ่” ที่สนใจซักฟอกการของบประมาณให้ต้องมีความชัดเจน เรื่อง การขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยาในตอนนี้ ต้องถือว่า ช้าเกินไป และต้องทำให้เร็วและมากกว่านี้
 

ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปนานมาก การขุดลอกเจ้าพระยาเพิ่งเริ่มต้น และแม้จะมีการสร้างคนการศึกษาดีๆ จำนวนมาก แต่กลับไม่มีใครรับหน้าที่บอกกล่าวถึงภัยประชาชนให้รู้ถึงฟองสบู่ที่เกิด และที่ชัดเจนที่สุด คือ ในทางการเมืองสภา ยังคงมีการด่าทอกันไปมาว่า ฝ่ายตรงข้ามโง่ นั่นเพราะการเรียนจบมาตามระบบการศึกษาที่ตกต่ำลามไปทั่ว ภายใต้คำพูดติดปากทั้งประเทศว่า “จ่ายครบ จบแน่”
 

นี่คือ สิ่งสูญเสียในรอบสี่สิบปี และผมเคยเอาเรื่องนี้เป็นตัวอย่างให้กับคนไทยที่หวังจะช่วยประเทศชาติ ว่า “เนื่องจากเมืองไทย เก่งปรับตัว แต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” ดังนั้น คนที่เคยตั้งใจจะทุ่มเทช่วยทำอะไร ควรคิดก่อนว่า อาจเสียเปล่า ไม่ได้อะไร ดังนั้น ถ้าไม่อยากหน่อยฟรี ก็จงเอาตัวเองรอดไว้ก่อนจะดีกว่าไปทุ่มทำให้ส่วนรวมแบบเสียเปล่า