ประธานาธิบดีพม่าเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

ประธานาธิบดีพม่าเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

การเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีพม่านั้น อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

ของประเทศไทยและพม่า หากรัฐบาลไทยสามารถโน้มน้าวให้รัฐบาลพม่าสนับสนุนโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายให้เกิดขึ้นได้จริงใน 4-5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้หากอ่านข่าวที่ตีพิมพ์ออกมาในประเทศไทยก็จะมีความรู้สึกว่าโครงการทวายได้รับการสนับสนุนอย่างดีและน่าจะเกิดขึ้นได้โดยไม่ชักช้า แต่ก็อาจจะเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป
 

โครงการทวายเป็นโครงการที่ฝ่ายไทยให้ความสำคัญอย่างมากและคาดหวังให้มีการลงทุนพัฒนาในลักษณะเดียวกันกับแหลมฉบังและนิคมมาบตาพุด ซึ่งเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนความเจริญของอุตสาหกรรมไทยมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา กล่าวคือในช่วงดังกล่าวภาคอุตสาหกรรมไทยขยายตัวจริง (ไม่รวมเงินเฟ้อ) เฉลี่ยปีละ 8% สูงกว่าการขยายตัวของภาคเกษตรกรรมที่อยู่ที่ 3% ทำให้ทุกวันนี้ภาคอุตสาหกรรมเป็นหัวจักรขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการส่งออกของไทย
 

ในส่วนของทวายนั้นสามารถพัฒนาให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันกับแหลมฉบังและมาบตาพุดของไทย แต่ใหญ่กว่า 8 เท่าและมีทำเลที่ดีกว่า เพราะสามารถขนส่งสินค้าตรงไปสู่อินเดีย แอฟริกาและยุโรปได้โดยไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกาเช่นที่ท่าเรือแหลมฉบัง กล่าวโดยสรุปคือมีการคาดการณ์ว่าโครงการทวายนั้นหากลงทุนเต็มที่ก็อาจต้องใช้เงินถึง 1.8-2.0 ล้านล้านบาทและน่าจะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 

หากเป็นเช่นนั้นจริงก็น่าที่จะเชื่อได้ว่าจะมีการขับเคลื่อนโครงการทวายอย่างเร่งรีบ แต่ในความเป็นจริงนั้นผมสงสัยว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น บริษัทเอกชนไทยที่ถือสัมปทานทวายมาก่อนหน้าก็ไม่สามารถดำเนินการให้โครงการทวายคืบหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว จึงมีรายงานข่าวระบุว่าได้มีการเปิดทางให้รัฐบาลของไทยและพม่าเข้ามามีบทบาทผลักดันโครงการดังกล่าว ซึ่งในการเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ระหว่าง 22-24 ก.ค. ก็ได้มีการลงนามในบันทึกช่วยจำ (MOU) 3 ฉบับ โดยฉบับหนึ่งคือการจัดตั้งคณะทำงานระดับรัฐมนตรีที่จะมีการประชุมในเดือนสิงหาคมนี้เพื่อขับเคลื่อนโครงการทวายต่อไป นอกจากนั้นคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็ยังยืนยันถึงการที่ไทยจะก่อสร้างมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี (96 กิโลเมตร) วงเงิน 46,000 ล้านบาทและมอเตอร์เวย์กาญจนบุรี-บ้านพุน้ำร้อน (70 กิโลเมตร) ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการศึกษาโครงการสำหรับเส้นทางบ้านพุน้ำร้อน-ทวายระยะทาง 132 กิโลเมตรนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของบริษัทที่ถือสัมปทานเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย
 

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเห็นว่าฝ่ายไทยมีแผนการจะสร้างถนนจากกรุงเทพฯ ให้สามารถเชื่อมต่อกับทวายระยะทางทั้งสิ้น 300 กิโลเมตร ซึ่งจะสามารถเชื่อมต่อไปยังแหลมฉบังได้ ทำให้เป็นเส้นทางขนส่งที่จะสามารถเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ตรงนี้จะทำให้มองเห็นภาพการขนถ่ายสินค้าระหว่างทวายกับอ่าวไทย ตลอดจนการผลิตสินค้าที่เขตเศรษฐกิจทวายและนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทำให้ดูเสมือนว่าประเทศไทยและโดยเฉพาะกรุงเทพฯ จะกลายเป็นศูนย์กลางของความเจริญทางเศรษฐกิจของไทยและพม่า จึงน่าจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ว่าโครงการทวายน่าจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเพราะผลประโยชน์สามารถเล็งเห็นได้อย่างชัดเจน
 

แต่ผมเกรงว่าโครงการที่จะเปลี่ยนทวาย ซึ่งปัจจุบันเป็นหมู่บ้านชาวประมงมีผู้อาศัยไม่กี่แสนคนให้เป็นเขตอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกที่จะมีประชากรหลายล้านคนจะไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้เพราะรัฐบาลพม่ามิได้แสดงท่าทีว่า ทวายเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดของพม่าแต่อย่างใด ซึ่งผมมองว่าอาจเป็นเพราะเหตุผลหลัก 3 ประการคือ
 

1. ทวายอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงและเมืองหลัก (ย่างกุ้ง) ของพม่ามาก ทำให้พม่ามองว่าจะต้องพัฒนาเมืองหลวงและเมืองหลักๆ ของพม่าก่อนที่จะหันมาพัฒนาภาคใต้ของพม่า
 

2. ประชากรพม่ามีชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มและผู้ที่อยู่อาศัยที่ทวายมีชาวกะเหรี่ยงอยู่มากและมีชาวพม่าเป็นส่วนน้อย ดังนั้นพม่าจึงอาจให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ ก่อนทวาย
 

3. ประเทศพม่าและประชาชนพม่าจะยังไม่ได้ประโยชน์มากนักจากการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกบวกกับเขตอุตสาหกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมหนัก (เช่น โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี โรงถลุงเหล็ก โรงงานประกอบรถยนต์ ฯลฯ) จะเห็นได้จากการเยือนไทยของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ซึ่งกล่าวว่าทางการพม่าอยากให้มีการสร้างงานให้ชาวพม่า โดยการสร้างอุตสาหกรรมเบาที่ใช้แรงงานจำนวนมากเช่นสิ่งทอ รองเท้า เครื่องประดับ ฯลฯ ทั้งนี้พม่าอยากให้ช่วยส่งเสริมให้คนพม่าสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจนั้นพม่าให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างโรงไฟฟ้าที่เมืองย่างกุ้งและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าอย่างมาก
 

กล่าวโดยสรุปคือ หากผมเป็นผู้ดำเนินนโยบายของพม่า ผมก็คงจะเน้นการสร้างงานในพม่าเป็นสิ่งแรกเพื่อให้คนพม่าหลายล้านคนไม่จำเป็นต้องไปทำงานนอกประเทศ แต่การพัฒนาทวายนั้นไม่ชัดเจนว่าจะตอบโจทย์นี้ เพราะหากถูกพัฒนาเป็นเขตอุตสาหกรรมขนาดหนักเพื่อรองรับการขยายฐานอุตสาหกรรมของประเทศไทย (เช่นอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทยอยากได้โรงถลุงเหล็ก) ก็จะเป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินจำนวนมากและเทคโนโลยีระดับสูง ทำให้สร้างงานไม่มากและยังอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้พม่าเสี่ยงต่อการสูญเสียพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและแหล่งประมงของชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวอีกด้วย และแม้ว่าฝ่ายไทยจะได้เชิญให้ประธานาธิบดีเต็ง เส่งไปเยี่ยมชมแหลมฉบังของไทย แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเขตเศรษฐกิจตะวันออกของไทยนั้นมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้เอ็นจีโอฟ้องศาลให้ระงับโครงการอุตสาหกรรมมูลค่าหลายแสนล้านบาทเมื่อ 2-3 ปีก่อนให้เห็นมาแล้ว
 

การที่ประเทศไทยจะสร้างถนนในเขตชายแดนที่จะเชื่อมต่อกับทวายและการที่ไทยลงนามใน MOU ร่วมกับพม่าเพื่อพัฒนาทวายนั้น บางคนอาจมองว่าเพียงพอแล้วที่จะขับเคลื่อนเรื่องทวายให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่ข้อมูลที่กล่าวถึงข้างต้นทำให้มองได้ว่าทางพม่าอาจจะยังไม่กระตือรือร้นมากนัก ทั้งนี้เพราะประเทศไทยเองก็ยังต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ กล่าวคือไทยเองก็เป็นฐานการผลิตให้กับบริษัทข้ามชาติต่างๆ มาตั้งโรงงานเพื่อผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ดังนั้นผมจึงเห็นว่าหากจะให้โครงการทวายมีความเป็นไปได้สูงและเป็นโครงการที่ฝ่ายพม่าเองก็ให้ความสำคัญในลำดับต้นนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีรายละเอียดการลงทุนที่ชัดเจนมากกว่านี้ โดยเฉพาะประโยชน์ที่ประชาชนชาวพม่าจะได้รับ ทั้งนี้อาจได้มาจากการเข้ามาร่วมลงทุนของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเช่นญี่ปุ่นให้เข้ามามีบทบาทร่วมกับรัฐบาลไทยกับพม่า หากจะถามว่าทำไมจึงต้องเป็นญี่ปุ่นก็ต้องบอกว่าเพราะญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจของไทย (โดยมีสนธิสัญญาระหว่างกัน) นอกจากนั้นพม่าเองก็น่าจะให้ความไว้เนื้อเชื่อใจญี่ปุ่นและเชื่อมั่นในศักยภาพทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอีกด้วยครับ