จรรยาบรรณนักลงทุน-นักธนาคารในตลาด

จรรยาบรรณนักลงทุน-นักธนาคารในตลาด

ตลาดเงินตลาดทุนในช่วงที่ผ่านมา มีข่าวไม่สู้ดีนักเกี่ยวกับการกระทำผิดจรรยาบรรณ ในกลุ่มธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ออกมาบ่อยครั้ง

ตลาดเงินตลาดทุนในช่วงที่ผ่านมา มีข่าวไม่สู้ดีนักเกี่ยวกับการกระทำผิดจรรยาบรรณ ในกลุ่มธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ออกมาบ่อยครั้ง เช่น กรณีของบริษัทโนมูระ ที่พบว่ามีการรั่วไหลของข้อมูลเกี่ยวกับแผนการเสนอขายหุ้นของบริษัท อินเพกซ์ มิซูโฮ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป และโตเกียวอิเล็กทริค พาวเวอร์ในปี 2010 

 

สาเหตุของการรั่วไหลดังกล่าว เกิดจากการพูดคุยสื่อสารของพนักงานระหว่างแผนกภายในบริษัทโนมูระเอง ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ "โนมูระ" ถูกยกเลิกการว่าจ้างเป็นผู้ทำอันเดอร์ไรท์ในอีกหลายดีลต่อมา รวมทั้งมีการสั่งลดเงินเดือนของผู้บริหารคือ นายเคนอิชิ วาตานาเบะ ซีอีโอบริษัท ลง 50% เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อเป็นการลงโทษในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งกรณีของ โนมูระ นี้ถือเป็นบทเรียนที่สะท้อนถึงความผิดพลาดระดับบุคคลในองค์กร แต่มีอีกกรณีหนึ่งที่กำลังถูกกล่าวถึงและส่งผลกระทบไปทั่วทั้งวงการการเงินการธนาคารของโลก คือ กรณีการปั่นดอกเบี้ย “Libor” โดยปัจจุบันยังคงอยู่ในขั้นตอนการไต่สวน

 

ก่อนอื่น ดิฉันขออธิบายคร่าวๆ ว่า “Libor” ที่คนพูดถึงกันอยู่นี้คืออะไร อัตราดอกเบี้ย LIBOR ย่อมาจาก “London Inter-Bank Offered Rate” ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเฉลี่ยระหว่างธนาคารพาณิชย์ ในการกำหนด Libor  นั้นจะมาจากการสอบถามธนาคารขนาดใหญ่ 16 แห่งเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งนั้นประเมินว่า จะต้องจ่ายในการกู้เงินจากธนาคารแห่งอื่นๆ และนำมาเฉลี่ยโดยตัดค่าที่ต่ำสุด และสูงสุด 4 อันดับแรกออกไป อัตราดอกเบี้ย Libor ที่ประกาศออกมาจะถูกใช้เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการกำหนดราคาและผลตอบแทนในตราสารอนุพันธ์และผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั่วโลก เช่น SWAP และ MBS ซึ่งมีมูลค่าตลาดราว 350 ล้านล้านดอลลาร์ จึงถือว่า อัตราดอกเบี้ย Libor มีความสำคัญมากต่อธุรกรรมการเงินทั่วโลก

 

เมื่อการคำนวณอัตราดอกเบี้ย Libor เกิดจากการสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคาร ที่แม้ว่าจะมีความน่าเชื่อถือแต่ก็เป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างหลายธนาคารเพื่อทำให้ดอกเบี้ย Libor ที่สอบถามได้มีความบิดเบือนไปจากความจริง ซึ่งการกำหนดค่าดอกเบี้ย Libor ที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาดจะส่งผลกระทบต่อการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั่วโลก และทำให้ลูกหนี้หลายล้านรายต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไปหรือต่ำเกินไปในการกู้เงิน 

 

เหตุการณ์ที่มีการพูดถึงมากที่สุดตอนนี้ คือ ข้อสงสัยว่าธนาคารต่างๆ มีการบิดเบือนข้อมูลอัตราดอกเบี้ย Libor ในช่วงที่เกิดวิกฤติสภาพคล่องปี 2551 โดยมีการรายงานอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กู้ได้จริง เพื่อสร้างภาพว่าฐานะการเงินของธนาคารยังอยู่ในระดับที่ดี  และที่น่าสนใจคือ กำลังมีการสอบสวนว่าในบางกรณี เทรดเดอร์อาจเข้าไปมีส่วนในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารรายงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการทำกำไรของบริษัทเอง จึงทำให้การสอบสวนคดีปั่นอัตราดอกเบี้ย LIBOR ได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายและหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น

 

ปัจจุบันกรณีการปั่นดอกเบี้ย Libor ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน โดยธนาคารที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 11 แห่ง เช่น ธนาคารบาร์เคลย์ส, ซิตี้แบงก์, เอชเอสบีซี, แบงก์ ออฟ อเมริกา คอร์ป, เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค, เครดิต สวิส กรุ๊ป และ ยูบีเอส กำลังถูกตรวจสอบเกี่ยวกับการดำเนินงานระหว่างปี 2005-2009 แม้ว่าผลการสอบสวนฉบับสมบูรณ์จะยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่ธนาคารบาร์เคลย์สของประเทศอังกฤษซึ่งเป็นเพียงธนาคารแห่งเดียวจนถึงขณะนี้ ได้ออกมายอมรับว่า กระทำผิดในการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงความเป็นจริง เพื่อนำไปใช้ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย Libor เพื่อให้มีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาของตราสารอนุพันธ์ 

 

ธนาคารบาร์เคลย์สตกลงจ่ายค่าปรับทั้งสิ้น 453 ล้านดอลลาร์ ให้แก่เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษเพื่อรอมชอมคดี (Case Settlement) นอกจากนี้นายบ็อบ ไดมอนด์ ซีอีโอของธนาคารบาร์เคลย์ส ยังได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบสำหรับกรณีนี้อีกด้วย

 

ผลกระทบครั้งนี้ หากตีค่าเป็นตัวเงิน บริษัทมอร์แกน สแตนเลย์ได้ประเมินว่า ธนาคารที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อาจจะต้องจ่ายเงินรวมกันทั้งหมดราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในการรอมชอมคดีความทางกฎหมายจนถึงปี 2014 และจะสร้างความเสียหายต่อกิจกรรมทางธุรกิจ และส่วนแบ่งในตลาดของธนาคารกลุ่มนี้ด้วย นับเป็นการซ้ำเติมผลการดำเนินงานภาคธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปอยู่แล้ว 

 

นอกจากนี้ หน่วยงานควบคุมภาคธนาคารยุโรปยังได้ขยายขอบเขตการตรวจสอบธนาคารไปในวงกว้างเพื่อดูว่ามีธนาคารแห่งใดที่เคยปั่นอัตราดอกเบี้ยยูริบอร์ (Euribor) หรือไม่โดย Euribor เป็นอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเงินระหว่างธนาคารในตลาดสหภาพยุโรป (อียู) จากการสอบถามข้อมูลธนาคาร 43 แห่งเกี่ยวกับต้นทุนการระดมทุนของธนาคารแห่งนั้นและถูกใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงเหมือนกับ Libor

 

จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้กำกับดูแลของตลาดการเงิน (Regulator) จะต้องกลับมาทำการบ้านและทบทวนถึงกลไกการควบคุมความเสี่ยงของระบบการเงินในปัจจุบันว่าครบถ้วนและมีประสิทธิภาพหรือไม่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่นอกเหนือไปจากความผันผวนของตลาด (Non-Market Risk) ที่ครอบคลุมไปถึงความเสี่ยงที่เกิดจากระบบการทำงาน และความเสี่ยงที่เกิดจากตัวบุคคลที่ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงหลังๆ เพื่อให้ตลาดเงินตลาดทุนที่บอบบางอยู่แล้วจากเหตุวิกฤติในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา กลับมาเดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้งหนึ่ง