คติกลางปีว่าด้วย ‘เงิน เกียรติยศ กับความรู้’

คติกลางปีว่าด้วย ‘เงิน เกียรติยศ กับความรู้’

เวลาผ่านไปเร็วมาก ปี 2555 ได้ผ่านไปครึ่งปีพอดี จากสัปดาห์ก่อน ได้เขียนให้เข้าใจว่า การเปิดเสรีการบินและการใช้ดอนเมืองตามที่รัฐต้องการ

คงเลี่ยงไม่ได้ โดยทุกชาติที่รู้จักเข้ามาทำมากิน และจะได้ผลตอบแทนมากมายได้ด้วยข้อตกลง AEC

ที่ได้เขียนไปนั้น ไม่ได้รังเกียจ หรือไม่ยอมรับความจริงของระบบเศรษฐกิจเสรี ที่จะเกิดผลในทางปฏิบัติในไม่ช้านี้ และสนามบินดอนเมืองก็อยู่ในบริบทของการต้องเตรียมตัวเองให้ได้เปรียบเอาไว้

แล้วมีข่าวอื่นอีกหลากหลาย มากจนไม่รู้จะเอาเรื่องอะไรมาเขียนดี จนสุดท้าย คิดขึ้นได้ว่า น่าเขียนถึง 3 คำง่ายๆ ทางบริหาร คือ คำแรก มีแผนงานดี คือ ความคิดเยี่ยม หรือ กลยุทธ์สุดยอด ซึ่งเชื่อกันว่าหากได้มีการวางแผนดีก็เท่ากับมีชัยไปแล้วกว่าครึ่ง ทุกคนยอมรับว่าการวางแผนสำคัญ และคนไทยก็วางแผนเก่ง

เพียงแต่นิสัยไทย คือ จุดอ่อน ชอบแปลน-นิ่ง แบบแปลนแล้วนิ่ง นั่นคือ คนไทยเก่งวางแผนและมีแผน แต่จะไม่ทำตามแผน ซึ่งค่อนข้างจะจริง จึงพลอยทำให้จากการประเมินหรือมองย้อนไปดูว่า ผิดพลาด ทำไม่สำเร็จเพราะอะไร เพื่อจะได้แก้ไขให้ถูกจุด

ซึ่งถึงตรงนี้ ต้องขอบอกท่านว่า จากประสบการณ์ แท้จริงเมืองไทยได้มีนักวางแผน ที่คิดสิ่งดีๆ ไว้ กับทันสมัยกับโลกยุคใหม่ แต่จะไม่มีคุณภาพ ตรงที่แผนมักจะขาด ข้อมูล หรือใช้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตรงความจริง จึงมักพึ่งพาการนึกคิดและคาดเดามากเกินไป จนกลายเป็น ความฝัน อันเป็นต้นเหตุทำให้ไม่มีการประเมินตนเองว่าทำอะไรมาบ้าง ผิดถูกแค่ไหน จาก สาเหตุอะไร ทำให้คนไทยขาดความรู้สะสมกลายเป็น คนหลักลอย

เป็นจริงดังที่ผมเคยเห็นตรงกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ว่า คนไทย ไม่ชอบการอ่านหรือวิเคราะห์ ติดตามข้อมูลเนื้อหา กับ มักไม่ชอบการบันทึก จึงไม่อาจเติบโตได้ยั่งยืน และอยู่รอดได้ โดยขาดความรู้ต้อง กลิ้งไปเรื่อย หรือใช้วิธีเดินหน้าด้วยสไตล์ ศรีธนญชัย ที่มักจบลงด้วย การปรับตัวเก่ง ใช้ลูกเล่นแพรวพราว แต่ไร้ทั้งประสิทธิภาพ กับคุณภาพ ทำให้ ไม่ตาย แต่ก็ไม่โต

คำที่สอง คือ มีระบบ หรือ System ที่ดี จะทำให้ความมีระบบ ระเบียบ หรือมีวินัย ทำให้งานดี ไม่ซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองหรือเป็นช่องทางเกิดความขัดแย้ง กระทบกระทั่งกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การมีระเบียบหลักเกณฑ์ การแบ่งงาน หน้าที่กับมีระบบประสานงานที่ดีแล้วก็จะทำให้ประสิทธิภาพส่วนรวมเดินหน้า เติบโตกับสำเร็จผลได้

ระบบจึงน่าจะสำคัญ ที่จะทำให้งานไม่เสียหาย และน่าจะสำคัญยิ่งกว่าคนทำงาน เพราะระบบจะต้องจัดขึ้นเพื่ออยู่เหนือคน ป้องกัน และกำกับการนำเอาความเป็นส่วนตัวเข้ามาใช้ ซึ่งข้อนี้ต้องยอมรับจริงๆ ว่า คนไทยเป็นชาติที่ขาดวินัยเอามากๆ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การรู้หน้าที่กับไม่ยึดถือทำงานตามระบบ หรือกติกา ทำให้ทำผิดพลาดผลงานต่ำ เล่นพวก เห็นแก่ตัว และทำให้การทำงานเป็นทีมล้มเหลว ระบบจึงสำคัญตามนัยดังกล่าว และจะก่อระเบียบช่วยประกันการใช้ทรัพยากรไม่ให้ออกนอกกรอบ ซึ่งก็น่าจะจริง

แต่ในทางปฏิบัติที่ว่าระบบสำคัญคงจะไม่จริง เพราะที่สำคัญยิ่งกว่าคือ คำที่สาม ปัจจัยด้านคน ที่มักจะผันแปรและเบี่ยงเบนไปจากเหตุผลที่ควรเป็น คนจึงเชื่อว่า ระบบ น่าจะสำคัญกว่าตัวบุคคล

แต่ในความเป็นจริงนั้น ระบบที่เราใช้กันนั้น เมื่อต้องมาเจอกับธรรมชาติคน ที่ต่างไม่รู้หน้าที่ และชอบจะเอาเปรียบ หรืออิจฉาทำร้ายกันและกัน ทั้งโดยเปิดเผยหรือเล่นเกมการเมือง (ใต้ดิน) กัน ทำให้องค์กรถูกบ่อนทำลาย บุคคลบางคนเสียหาย แล้วนานไป ไม่ได้แก้ไข คนที่ไม่ดีก็กลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ สังคมหรือองค์กรนั้นๆ ก็จะมีแต่ปัญหา มีความเสื่อม แล้วตกต่ำลง ตลอดเวลา

ทั้งนี้ เพราะการไม่เชิดชู ยกย่อง ความถูกต้อง ทำให้คนที่มีความดีและความรู้ ขาดกำลังใจไม่อยากแสดงออกมา ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมสังคมให้ตกต่ำ ยุ่งเหยิงและไร้ความสงบสุข อย่างที่ มนุษย์และองค์กรทุกแห่งที่ตั้งขึ้น ล้วนมีความปรารถนาและอยากได้

ถึงตรงนี้ จึงสรุปได้ว่า ในหลักการ ระบบจะสำคัญกว่าตัวบุคคล นั้น แท้จริงแล้ว จะกลับกันในทางปฏิบัติ แม้จะจริงที่ว่า ระบบสำคัญ แต่ระบบที่วางออกมาใช้นั้นทางปฏิบัติจะออกโดยคน (ที่เป็นหัวหน้านั้น) ซึ่งหากบุคคลนั้น ไม่มี หิริโอตตัปปะ ไม่ซื่อสัตย์ ไม่องอาจเพราะขาดความรู้ กับไม่กล้าหาญกับ โง่เขลาเบาปัญญา แต่ยังมีความอยากมีอยากได้แล้ว สุดท้ายก็จะสร้างระบบ ที่เบี่ยงเบน เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง การทำเช่นนั้นเท่ากับการเอาเปรียบและมุ่งหาประโยชน์เข้าตัว การแย่งชิงกันหรือทำลายกันและทำร้ายคนอื่นกับทำลายธรรมชาติก็จะเกิดขึ้น ทำให้โลกเลวร้าย มนุษย์เกิดทุกข์ ไร้ความสุขสงบและสิ่งดีงาม โดยที่ธรรมชาติยังน่าอยู่สมบูรณ์พูนสุขกันทั่ว

จากความคิดข้างต้น ในปัจจัยทั้งสาม คือ หากมีความคิดดี ก็จะเห็นช่องทาง ทำกินหาประโยชน์ได้มากๆ หรือการมีระบบดี แต่หากคนไม่ดี ขาดหิริโอตตัปปะ ไม่ซื่อสัตย์แล้ว ย่อมทำให้ทุกอย่างเสื่อมลงได้ แล้วจะไม่สามารถสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นคนดี มีความรู้ มีกินมีใช้พอเพียง มีสุขภาพดี ครอบครัวดี และรู้จักเสียสละให้กับส่วนรวมได้

การเป็นคนดี มีความรู้ และมีความองอาจ มีเกียรติยศ และรู้จักมีหิริโอตตัปปะ จะสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด จึงสำคัญที่จะใช้แก้ไขสังคมได้ นานมาแล้วผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยให้คติแก่ผมว่า สุขภาพมาก่อน แข็งแรงจึงจะเลี้ยงดูครอบครัวดี แล้วต่อเมื่อครอบครัวอยู่ดีตามควรแล้ว การทุ่มเททำงานก็จะตามมา กับผู้ใหญ่อีกท่านบอกเสมอว่า ความรู้ทำให้องอาจ ซึ่งความหมายลึกซึ้งมาก ที่จะมีโอกาสเป็นคนเก่ง มีความกล้าหาญที่จะทำอะไรตรงไปตรงมา

ทั้งนี้ ต้องยอมรับความจริงด้วยว่า แข่งความสามารถ แข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนาอย่าแข่งเด็ดขาด