วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Korea 2012

เกาหลี ถ้าย้อนหลังไป 10 กว่าปี ช่วงที่ผจญวิกฤตเศรษฐกิจมาด้วยกัน วันนี้คงต้องบอกว่า เกาหลีหนีไทยไปไกลชนิดที่ตามกันไม่ทันแล้ว

ทั้งภาพพจน์ของประเทศที่ห่างกันแบบหน้าผากกับท้ายทอย เรียกว่าทั้งชาติคงมองไม่เห็นกัน ว่างั้นเถอะครับ

 สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทำให้เกาหลีดูเป็นประเทศ High technology โดยเฉพาะแบรนด์ Samsung ที่เมื่อก่อนผมจะซื้อก็เพราะว่ามันถูก แต่เดี๋ยวนี้คงไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว ทั้งคุณภาพ ความไฮเทค และภาพพจน์ ไม่แตกต่างกับแบรนด์ Sony  เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหนก็จะเห็นแบรนด์ Samsung มากกว่า Sony ซะอีก รวมถึงการเข้าไปเป็นสปอนเซอร์งานอีเวนท์ระดับโลก แสดงให้เห็นว่าสินค้าขายได้ทั่วโลกจริงๆ ไม่ใช่แค่แบรนด์ Samsung เท่านั้น ยังมีแบรนด์ Hyundai และ LG ที่ตอนนี้ก็กลายเป็นแบรนด์ชั้นนำของโลกไปแล้ว

 ผมยังรู้สึกประทับใจเกาหลี นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าประเทศ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่แสดงถึงความเอาใส่ใจของเจ้าบ้าน ตั้งแต่ที่จอทีวีหน้า Gate ที่ปรากฏภาพธงชาติเกาหลี และไทยอยู่คู่กัน ตั้งแต่เดินก้าวออกจากประตู เพราะเราเดินทางมาจากกรุงเทพ ก็คงพอจะเดาได้ไม่ยากว่าผู้เดินทางเข้ามาส่วนใหญ่คงเป็นคนไทย

 พอมาถึงจุดตรวจพาสปอร์ต เจ้าหน้าที่ก็นำพาสปอร์ตเราไปสแกน เพื่อประทับตราเดินทางเข้าประเทศ บนเคาน์เตอร์ก็จะมีจอให้เราต้องสแกนนิ้ว และถ่ายรูป ปรากฏว่าหน้าจอมอนิเตอร์ขึ้นเป็นภาษาไทย และบอกให้เราเอานิ้วชี้วางไว้ตรงจุด และมองกล้อง ยืนยันอีกครั้งว่าขึ้นเป็นภาษาไทยนะครับ

 เพราะว่าพอนำพาสปอร์ตของเราไปสแกนปุ๊บก็รู้ทันทีว่าเป็นคนไทย  เลยปรากฏตัวหนังสือเป็นภาษาไทย อันนี้โดนจริงๆ ครับ ได้คะแนนเกินร้อย คือ รู้จักใช้เทคโนโลยีบวกกับความใส่ใจ เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน ซึ่งไม่ได้ยากเลยครับ เมื่อสแกนพาสปอร์ตแล้วก็รู้ว่าเป็นคนชาติใด จากนั้นก็เติมตัวอักษรภาษานั้นๆ  เพื่อให้การต้อนรับแก่ผู้ที่มาเยือน ง่ายนิดเดียวจริงๆ ครับขึ้นอยู่กับว่าเราคิดจะทำหรือเปล่าเท่านั้น

 ส่วนภายในสนามบิน ก็ต้องบอกว่าเขาพยายามโปรโมทศิลปวัฒนธรรมของชาติเกาหลี มีทั้งมิวเซียมที่แสดงศิลปะของชาติ มีจุดให้ถ่ายรูปเสื้อผ้าแบบเกาหลีอีก ถึงแม้จะไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรมากนัก แต่ก็ดูเขาพยายามที่จะโปรโมทศิลปวัฒนธรรมของเขาอย่างเต็มที่

 เท่านั้นไม่พอ ยังมีขบวนแห่การแต่งงานของเกาหลีแบบโบราณอีกด้วย ซึ่งใช้นักแสดงและนักดนตรีร่วม 20 ชีวิต นักท่องเที่ยวก็ต่างก็ให้ความสนใจกันดี เห็นถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน แต่เท่าที่ทราบว่าที่สุวรรณภูมิก็มีเหมือนกันครับ เดี๋ยวจะหาว่าชมเกาหลีอย่างเดียว

 ตอนมาที่เกาหลี ผมก็ขึ้นเครื่องการบินไทยนะครับ การบริการผมว่ายังดีกว่าพวกสายการบินอเมริกัน และยุโรปเยอะ กับ Singapore Airlines ก็ไม่แตกต่างครับ  ขาที่ต่อเครื่องไป Yeosu สิครับ ต้องไปต่อเครื่องที่สนามบิน Gimpo ก่อน ซึ่งก็คือสนามบินเก่าของเขา เหมือนสนามบินที่ดอนเมืองบ้านเรา คือ ต้องนั่งรถบัสต่อไปเอง  จริงๆ เขาก็มีรถไฟฟ้าที่วิ่งระหว่างแอร์พอร์ต แต่เพิ่งมาทราบตอนขากลับครับ จริงๆ นั่งรถบัสก็สะดวกดี แต่ปัญหาของเกาหลีหรือประเทศที่คนไม่ค่อยใช้ภาษาอังกฤษ ทำให้ยากพอสมควรกว่าจะหาป้ายรถที่ถูกต้อง ผมเห็นป้ายขึ้นว่า Gimpo Airport ทุกป้าย

 พอถามเจ้าหน้าที่ ด้วยความที่ภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรงก็เลยชี้กันไปกันคนละทิศคนละทาง ขนาดผมเป็นนักเดินทางแบบดูแลตัวเองมาโดยตลอด ยังแอบมึนๆ กับระบบ มาครั้งนี้ผมมาใช้บริการ Korean Airline ครับ แอบผิดหวังเล็กน้อยกับบริการ และฝีมือของกัปตันชาวเกาหลี เพราะในชีวิตการเดินทางของผม นั่งเครื่องมาก็หลายร้อยครั้ง ไม่เคยเห็นใครนำเครื่องลงได้รุนแรงขนาดนี้เลยครับ ทั้งขาไปและกลับ นำเครื่องลงกระแทกกับ Runway ชนิดที่ผมกลัวล้อทะลุขึ้นมาห้องโดยสาร

 สิ่งหนึ่งที่ผมได้ข้อคิดทางการตลาดในการเดินทางไปเกาหลีครั้งนี้ คงต้องบอกว่า ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกับอาศัยเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว บวกกับความคิดสร้างสรรค์เข้าไปอีกนิดเดียว คุณก็จะได้ Creative services เพิ่มขึ้นมา  กล่าวคือ เราต้องเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภค เอาใจเขามาใส่ใจเรา เปรียบเสมือนว่าถ้าเราเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศนี้ เขาอยากจะเห็น อยากจะดู และพบเจอกับสิ่งแวดล้อม และบรรยากาศรอบตัวแบบไหน  จากนั้นก็เติมเต็มสิ่งเหล่านั้นเข้าไป

 กล่าวได้ว่าทุกมุมของตัวตึก และรอบตัวเราสามารถสร้างสรรค์ใส่ความครีเอทีฟเข้าไปได้ทุกแง่มุม เพียงเท่านี้เราก็จะได้ผลผลิตที่เกิดเป็นงานขึ้นมาใหม่อีกชิ้นหนึ่ง  อย่างที่เกาหลีได้ทำมาแล้วครับ ซึ่งก็จะสร้างความประทับใจแก่ผู้มาร่วมงานได้อย่างง่ายๆ และทำให้เขาสามารถจดจำกับความประทับใจในครั้งแรกได้ไปอีกนานแสนนานครับ

 หรือเราที่เรียกกันว่า “First Impression” นั่นเอง