วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

พฤติกรรมทุจริตกับทัศนคติคอร์รัปชัน

พฤติกรรมทุจริตกับทัศนคติคอร์รัปชัน

ข่าวในกรุงเทพธุรกิจ หน้า 4 วันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีรายงานผลวิจัยเอแบคโพลล์ว่า “ชี้วัยรุ่นไทยกว่า 60% “รับได้” รัฐบาลคอร์รัปชัน”

ถือว่าเป็นข่าวสำคัญยิ่ง แล้วติดๆ กันก็มีข่าวการทุจริตการสอบของวงการตำรวจ จนต้องยกเลิกและจัดสอบใหม่ โดย “ผู้นำ” ในวงการสำนักตำรวจแห่งชาติ ประกาศจะล้างบางการทุจริตให้หมดไป
 

ผมให้น้ำหนักต่อข่าวนี้มาก เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศที่จะก้าวไปภายใต้ การเมือง การปกครอง และสังคม ที่หาเรื่องนี้ไม่แก้ จะตกต่ำย่ำแย่ลงตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง 
 

แล้วในอนาคตขณะที่ AEC กำลังเกิดขึ้น ประเทศไทยกลับต้องตกอยู่ในอันตราย เพราะประชาชนส่วนใหญ่มากถึง 76.1% บอกว่า “รักประชาธิปไตย แต่กลับยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชัน แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย”  
 

“ทัศนคติ” นี้ ถือว่าเป็นอันตรายยิ่ง โดยกลุ่มชายยอมรับรัฐบาลทุจริตได้มีสูงถึง 66% กับกลุ่มผู้หญิงมากถึง 62.5% ส่วนที่น่าเป็นห่วงยิ่ง คือ กลุ่มเยาวชนส่วนใหญ่ถึง 68.2% ซึ่งมีอายุต่ำกว่า 30 ปี และ 66.4% ของผู้มีอายุระหว่าง 22-29 ปี  มีทัศนคติยอมรับรัฐบาลทุจริต โดยขอให้ตนได้ประโยชน์ด้วย หรือโดยอาชีพ กลุ่มพ่อค้า 66% มีทัศนคติที่อันตราย โดยรองลงมา คือ กลุ่มนักเรียน นักศึกษา มากถึง 67.1%
 

ข้อมูลข่าวนี้ถือว่า เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะเป็นปัจจัยลบ ที่จะเป็นต้นเหตุทำให้ประเทศอ่อนแอและล้มเหลวได้    


การที่เชื่อเช่นนั้น เพราะในหลักวิชาว่าด้วยพฤติกรรม ได้เคยมีการวิจัยมานานแล้วว่า "ความเป็นไปของพฤติกรรมของลูกน้อง จะเป็นไปอย่างไร จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของ "ผู้นำ" ที่เป็นหัวหน้า ที่ถือเป็นต้นแบบที่สำคัญที่ลูกน้องจะทำตามกัน" สั้นๆ หรือ  Behavior under the Leadership context โดยคนรุ่นใหม่จะเจริญรอยตามโดยจะยึดมั่นทำเรื่องไม่ดีนี้ต่อไป
 

ข้อความข้างต้นเท่ากับชี้ให้ทราบว่า “พฤติกรรม” จะเป็นไปอย่างไร ตัว "หัวหน้าหรือผู้นำ" (leader) จะเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะมีอิทธิพลในการหล่อหลอมพฤติกรรมของลูกน้อง หรือของเยาวชน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
 

ดังนี้ การทุจริตที่เกิดขึ้นมากมายในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ที่เกิดในทุกวงการ โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ คือ “พ่อค้า” ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการเมือง และนักการเมืองกับข้าราชการ รวมไปถึงแม้แต่ในวงการศึกษา ที่ครูอาจารย์ จะเป็นตัวแบบที่ทำให้การทุจริตดำเนินกับขยายไปอย่างต่อเนื่อง
 

ปรากฏการณ์สำคัญ ที่เห็นกันมากในทุกวันนี้ คือ การเรียกเก็บค่าหัวคิวของงานโครงการของราชการ การซื้อตำแหน่ง การเก็บเงินกินเปล่า หรือแป๊ะเจี๊ยะต่างๆ รวมถึงการติดสินบนเพื่อแลกกับการทำผิดกฎหมาย ให้ยกเว้นความผิดของสิ่งต่างๆ ที่ทำไป ทั้งๆ ที่ข้อห้ามมิให้ทำผิด สภาพนี้ คือ “หลักการ คือ ข้อยกเว้น และข้อยกเว้น คือ หลักการ” ที่บั่นทอนประสิทธิภาพ
 

ในเรื่องความเสื่อมลงของความซื่อสัตย์สุจริตไปสู่การทุจริตมากขึ้นนี้ ต้องยอมรับกันว่า เกิดจากหลายสาเหตุที่มาจากความผิดพลาดของผู้นำหรือคนที่เป็นหัวหน้า ที่เป็นต้นแบบ ทำให้ลูกน้อง หรือผู้เยาว์วัยที่อยู่ใต้บังคับบัญชาถือเป็นแบบอย่าง สร้างเชื้อร้ายให้เกาะติดอยู่ในระบบ แล้วเพาะตัวเป็นมะเร็งร้ายที่โตและขยายตัวเอง จนกินตัวและทำร้ายตัวเองจนจำต้องล่มสลายและตายไปในที่สุด
 

หากจะลองวิเคราะห์ย้อนกลับไปสู่อดีตแล้ว เมื่อราวครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า สังคมไทยยังมีคนดีที่เป็นผู้นำที่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ได้มีการระวังตัวและป้องกันการทุจริตที่พยายามก่อตัวขึ้นให้ต้องถูกจำกัดเขต ไม่อาจเพาะตัวและขยายตัวเองได้ การทุจริตจึงถูกจำกัดเขต ทำให้สังคมมีโอกาสพัฒนาดีขึ้น
 

แต่ด้วยความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งมีทั้งที่ไม่จงใจแต่ทำไปด้วยความไม่ประสาก็ตาม เมื่อเกิดขึ้นก็จะเริ่มลามลึกเข้าทำลายองค์กรได้ 
 

จุดอ่อนอันเป็นปัจจัยทำให้เกิดการทุจริตนั้น สาเหตุมาจากต้นเหตุหลายทางที่มีความหลากหลายยิ่ง ที่ผมจะได้ขอย้อนวิเคราะห์และสรุปให้ท่านผู้อ่านที่จะได้วิเคราะห์และหาทางแก้ไขมิให้ประเทศต้องล่มสลายไปในที่สุด
 

สาเหตุการทุจริตที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากหลายทางด้วยกัน ซึ่งหากสรุปแล้วอาจเกิดจากปัจจัยต่อไปนี้ ที่ต้องเข้าแก้ไข คือ ตัวบุคคล หรือระบบ หรือวัฒนธรรมองค์กรกับประเพณีปฏิบัติ ซึ่งการคิดแก้ไขจะต่างกัน คือ แก้ที่ระบบ หรือตัวบุคคล หรือ ประเพณีปฏิบัติ ซึ่งความเห็นจากประสบการณ์ทำงานของผม ตัวบุคคล จะสำคัญกว่าระบบ เพราะระบบคนสร้างขึ้น แต่คนที่เป็นผู้นำ จะเป็นตัวแสดงนำเอาวัฒนธรรมการปฏิบัติมายึดถือใช้กัน
 

สาเหตุการทุจริตตามทัศนะของผมมาจากประสบการณ์ทำงาน มีดังนี้
 

1. จากแรงจูงใจอยากได้กำไรมากๆ อันเป็นธรรมชาตินิสัยของพ่อค้า ที่อยากมีอยากได้มากๆ ของนักธุรกิจทั้งหลาย ที่ผมนิยมพูดว่า “พ่อค้า ไม่ใช่นักบุญ” นั่นคือ โดยนิสัยพ่อค้าทั่วไป ไม่เว้นหน้าไหนทุกรายต่างอยากหาช่องทางการทำกำไรมากๆ ซึ่งจะทำได้ก็โดยการให้อามิสสินจ้างแก่เจ้าหน้าที่ให้ตนได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ เหนือคนอื่น แล้วจากนั้นการถอนทุน หรือแสวงหาประโยชน์จากการค้าก็จะเกิดขึ้นต่อเนื่องและขยายตัวไป ดังเช่น การติดสินบนเจ้าหน้าที่ในการต่อเติมขยายอาคารแบบผิดกฎหมาย หรือการรุกล้ำที่ทางสาธารณะ เช่น ทางเท้า หรือ การทิ้งน้ำเสียต่างๆ กับการฉ้อฉลต่อลูกค้าของตนด้วยการจงใจทำ “ครอบครองปรปักษ์” หรือการสมคบเจ้าหน้าที่แยกโฉนดเอาที่ของส่วนรวมไปครอบครองหาประโยชน์เพิ่มเข้าตัว รวมไปถึงการโฆษณาชวนเชื่ออย่างแอบแฝงให้คนหลงเชื่อและทำตาม เช่น กินบำรุงแล้วสมองดี เป็นหมอหรือชวนให้หลงผิดบริโภคมากๆ หรือสร้างปัญหาทำให้ใจหวั่นไหว จนต้องเสียเงินทองใช้จ่ายหามาใช้มากเกินความจำเป็น
 

2. การทำผิดแบบ "บาปบริสุทธิ์" คือ อาจทำไปโดยหวังดีและไม่จงใจ แต่กลับกลายเป็นผลร้ายมุมกลับจากที่ได้คิดไว้ ดังเช่น การแก้ไขทุจริตของนักการเมือง ที่เกิดขึ้นในสมัยประชาธิปไตยครึ่งใบ นั่นคือ การใช้ระบบนายกฯ แต่งตั้ง สมัยอดีตนายกฯ เปรม ที่คณะทหารห้ามมิให้ใครแตะหรือบีบนายกฯ แต่งตั้ง ดังนี้ เมื่อบรรดา รมต.แตะหรือบีบนายกฯ แต่งตั้งไม่ได้ ก็จะลงไปแตะระบบข้าราชการ โดยมีการซื้อขายตำแหน่งให้กับข้าราชการที่ฉ้อฉลเพื่อหาเงินเข้าพรรค อันเป็นจุดเริ่มต้นในการทุจริตที่ลามเข้าไปทำลายระบบราชการจากนักการเมืองเลว
 

3. การฉ้อฉลที่เกิดจากการเล่นพวกของผู้นำที่ขาดคุณธรรม ดังเช่น การเข้าไปสอดแทรกตั้งคนของตนในการคัดเลือกบุคคล เพื่อหาคนรับทุน หรือเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ โดยทำทีมีการสอบแข่งขันชิงตำแหน่งกัน แต่ลึกลงไปแล้ว กลับไม่มีความโปร่งใส โดยการสอดแทรกเอาคนของตนเข้าไปเป็นเสียงส่วนใหญ่ เมื่อได้คนของตนที่สั่งได้แล้วจากนั้นการทุจริตก็ติดเป็นเชื้อร้าย แล้วดำเนินการหาประโยชน์ให้กับพรรคพวก
 

การจับเส้น เล่นพวกนี้บางคนคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่แท้จริงแล้ว สามารถทำลายองค์กรที่แข็งแกร่งให้พังราบได้ในเวลาไม่นานนัก
 

4. การขาดความรู้และเป็นศรีธนญชัย คือ เหตุแห่งการทุจริตที่เกิดจากการขาดความรู้ ทำให้ไม่องอาจ ขาดศักดิ์ศรี ไม่กล้าเอาตัวเข้าแลกทำงานเพื่อความดี ความถูกต้อง แต่จะกลายเป็น "ศรีธนญชัย มากเล่ห์"  ตัวร้าย ที่คอยสร้างปัญหาทางเดียวเรื่อยไป
 

ปัญหานี้เห็นได้ไม่ยากว่า มาจากระบบการศึกษาที่ล้มเหลว จึงทำให้ได้บุคลากรที่ขาดความรู้ ต้องทำงานด้วยการใช้สามัญสำนึก หรือเล่นสำนวนโวหาร เป็นหลัก
 

5. ปัจจัยด้านผู้นำบกพร่อง กรณีนี้ ต้นเหตุ คือ ปัญหาผู้นำ ที่มีภูมิหลังผิดปกติ เช่น บ้างขาดแคลนลำบากแต่เล็ก ก็มุ่งจะเอาคืนอย่างไม่รู้จักพอ หรือทำใหญ่โตโอหัง หวังจะสร้างอาณาจักรของตนแบบใหญ่ไร้ขอบเขต  โดยสร้างความมั่งคั่งจากพฤติกรรมนักพนัน ปั่นเงิน ในตลาดทุนมาซื้อเสียงและสร้างอำนาจ ซึ่งเป็นผู้นำ ที่มุ่งสร้างแต่ความมั่งคั่งทางวัตถุและเงินทอง แต่ลืมนึกถึงการต้องเสียสละ ช่วยสร้างสังคมให้มีคุณภาพ กับให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี กับให้สภาพแวดล้อมโลกมีความยั่งยืน