5 ส Zero Waste CSR และ Sustainability

ส ที่ยากที่สุดคือ การสร้างนิสัย ซึ่งควรฝึกตัวเองที่บ้านให้ได้เสียก่อน การทำ 5 ส ในที่ทำงานจึงจะสำเร็จ
ในยุคที่ข้าวของแพง ต้นทุนสูง เรื่องราวเดิมๆ อย่าง “5 ส” ที่ฟังดูเป็นเรื่องพื้นๆ เรื่องเก่าๆ ที่ใครๆ ก็รู้ ฟังแล้วฟังอีก อบรมแล้วอบรมอีก รณรงค์แล้วรณรงค์อีก ดูเหมือนจะเป็นหัวเรื่องที่น่าเบื่อด้วยซ้ำ แต่ก็คงต้องนำกลับมาปัดฝุ่นกันอีกครั้งอย่างจริงจังที่สำนักงาน ที่ร้านค้า ที่โรงงาน ที่บ้าน ในเครื่องคอมพิวเตอร์และแม้แต่ในมือถือของแต่ละคน
เคยไหมครับที่พออยากจะตัดเล็บขึ้นมา ก็มักจะหาที่ตัดเล็บไม่เจอ เวลาจะจุดธูปไหว้พระทำใจให้สงบสักที ก็มักจะหาไฟแช็กไม่ได้ เวลาต้องการชาร์จโทรศัพท์มือถือ ก็มักจะหาที่ชาร์จแบตเตอรี่ไม่พบ ต้องไปหาซื้อมาใหม่ หนังยางรัดของสักเส้น เวลาอยากได้ก็ไม่มี รีโมทคอนโทรลทีวีที่ควรจะอยู่คู่กับทีวีก็ไม่รู้อยู่ไหน แต่พอเวลาที่เราไม่ต้องการสิ่งของเหล่านี้ เรากลับเห็นมันอยู่กระจัดกระจายทั่วไป เคยไหมครับที่เวลาต่อแถวเข้าคิวชำระค่าจอดรถ ก็หาบัตรจอดรถไม่เจอ ไม่แน่ใจว่าอยู่ในตัว อยู่ในรถ หรืออยู่ในกระเป๋าสะพายใบโต รถที่ต่อแถวด้านหลังก็บีบแตรไล่ให้ไวๆ สุดท้ายต้องเทของในกระเป๋าทั้งใบออกมาไว้ที่นั่งด้านข้าง มีทั้งกระเป๋าสตางค์ ลิปสติกมากกว่าสามสี่แท่ง ที่ปัดขนตา กระจกใบเล็ก บัตรส่วนลด บัตรสมาชิกต่างๆ นาๆ ยาดม สเปรย์ดับกลิ่นปาก ธัมป์ไดร์ฟ แว่นกันแดด ขวดน้ำหอม ใบเสร็จเก่าๆ ยาแก้ปวด แบทเตอรี่มือถือ ครีมนวดมือ ฯลฯ
เคยไหมครับ ที่เวลาหิว เปิดตู้เย็นออกมาไม่รู้จะทำอะไรทาน เพราะดูรกไปหมด เต็มไปด้วยถุงก๊อบแก๊บมากมายที่มีอะไรก็ไม่รู้ยัดซ้อนๆ กันเข้าไปอยู่ในตู้เย็นทั้งของเก่าของใหม่ แยมทาขนมปัง กล่องน้ำผลไม้ กล่องนมที่เปิดทิ้งๆ ไว้ มีทั้งที่หมดอายุและไม่หมดอายุวางเกะกะอยู่ข้างประตู ขี้เกียจจะลื้อ ขี้เกียจจะดู แค่เห็นก็เหนื่อยใจ เลยออกไปทานข้าวนอกบ้านหรือไม่ก็สั่งอาหารส่งด่วนมากินกัน เคยไหมครับ ที่ต้องไปซื้อไม้แขวนเสื้อเพิ่ม เพราะมีเสื้อผ้าเพิ่มมากขึ้น มีไม้แขวนไม่พอใช้ ต่อมาก็ต้องซื้อตู้เสื้อผ้าเพิ่ม เพราะมีจำนวนไม้แขวนมากขึ้นตามมา ตู้ใส่รองเท้าก็ต้องซื้อเพิ่ม เพราะมีรองเท้าเพิ่มมากขึ้น ทั้งๆที่เสื้อผ้าหรือรองเท้าที่ชอบจริงๆ ใส่บ่อยๆ ก็มีอยู่ไม่กี่ชุดไม่กี่คู่ เคยไหมครับ ที่อยากจะอวดรูปในมือถือ เพื่อนๆที่รอดูอยู่อย่างใจจดใจจ่อ แต่สุดท้ายก็หาไม่เจอ
ที่ทำงาน เคยไหมครับ ที่พนักงานมาขอเบิกแฟ้มเพิ่ม เพื่อไปใส่เอกสาร พอมีแฟ้มมากๆ เข้า ตู้ใส่เอกสารไม่พอ ก็มาขอเบิกซื้อตู้ใส่แฟ้มเพื่อใส่เอกสาร เมื่อมีตู้มากเข้า พื้นที่ใช้สอยไม่พอก็มาขอปรับเลย์เอาท์ ขอไปเช่าพื้นที่ข้างๆบริษัทเพื่อมาเก็บของ จำนวนการใช้กระดาษก็เพิ่มขึ้นมากอย่างไม่ต้องสงสัย ระบบ Paper less ที่เคยรณรงค์กันแค่ผิวเผินก็ไปไม่ถึงไหน เคยไหมครับ ที่บริษัทต้องเพิ่ม Server เพื่อมารองรับการจัดเก็บข้อมูลมากมายที่เกิดจากการสะสมข้อมูลของพนักงานทุกคนในทุกระดับ เพื่อให้การทำงานของเครื่องเกิดความรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยไม่รณรงค์การทำ Big Cleaning Day ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่แต่ละคนใช้งานอยู่ แต่กลับต้องเพิ่มพนักงานในตำแหน่ง IT Support เพื่อคอยแก้ปัญหาที่ไม่เป็นระเบียบเหล่านี้ บ่อยครั้งที่การรายงานในที่ประชุม คนรายงานหน้าห้องประชุม หา file ที่จะนำเสนอไม่เจอ ต้องใช้เวลาหาอยู่นาน และเคยไหมครับที่ ………..
อย่างที่ว่า เรื่อง “5 ส” เป็นเรื่องที่พูดกันซ้ำๆมานาน วันนี้คงอยากจะบอกแค่ว่า “ส” ที่ยากที่สุดของเราๆท่านๆคือ “ส” ตัวสุดท้าย “การสร้างนิสัย” นั่นหมายถึง วินัย วินัยที่จะต้องฝึกกับตัวเองที่บ้านให้ได้ก่อน การทำ “5 ส” ในที่ทำงานจึงจะสำเร็จได้ เมื่อเราเริ่มสะสาง เพื่อให้เกิดความสะอาด สะดวก ถูกสุขลักษณะ เราก็จะค้นพบว่า เรามีของเหลือใช้ นอกจากจะไม่ต้องไปซื้อมาใหม่ หรือมีซ้ำหลายชิ้นหลายอัน ประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังประหยัดเวลาในการหยิบหามาใช้ ลดเวลาทะเลาะถกเถียงกันว่าของใครเป็นของใคร ใครหยิบไปใช้แล้วไม่นำมาคืนที่เดิม ใครใช้หมดแล้วไม่เติม หรือแม้แต่ใครขโมยไปใช้ส่วนตัวที่บ้าน การสะสางยังสามารถทำให้เกิดแนวคิดแบบ Zero Waste ด้วยการสร้างสินค้าใหม่ๆ จากเศษวัตถุดิบเหลือทิ้งหรือแม้แต่เศษซากวัสดุ อย่างเช่น เศษผ้า เศษผ้าลูกไม้ ที่เหลือจากกระบวนการการตัด พนักงานร่วมกันคิด ช่วยกันทำเป็นที่เช็ดเท้า กล่องใส่ทิชชู่ ส่วนที่ครอบโคมไฟ ม่านบังแดดเป็นเส้นๆแบบญี่ปุ่น ปลอกหมอน และไม้ปัดฝุ่น เครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่เสียแล้วก็ยังรู้จักถอดตัวเป่าลมออกมาติดตามประตูเป่าลมเป็นม่านลม ป้องกันไม่ให้ความเย็นไหลออก เก้าอี้ที่หมดสภาพ ก็ยังคิดนำเอาชิ้นไม้รองนั่งมาดัดแปลงเป็นแท่นเหยียบจักร อุปกรณ์ของจักรเย็บผ้าแบบเก่าๆที่ได้เวลาโละทิ้ง ก็นำส่วนประกอบบางส่วนมาดัดแปลงให้เข้ากับการเย็บแบบใหม่ๆ โดยไม่ต้องไปเสียเงินไปซื้อหามาใหม่
เป็นเรื่องน่ายินดีมากครับ จากแนวคิด “5 ส” ที่หลายคนคิดว่า น่าเบื่อ แต่กลับนำมาสู่แนวคิด Zero Waste สร้างสินค้าใหม่ๆในราคาประหยัด สุดท้ายยังได้ทำประโยชน์ในเชิง CSR (Corporate Social Responsibility) ได้ช่วยลดโลกร้อน นำของเก่าหรือของที่จะทิ้งมา Reuse Reduce Recycle ไม่สร้างขยะ ไม่สร้างมลพิษให้กับชุมชนใกล้เคียง แต่กลับมีของดีๆมาจำหน่ายพร้อมๆกับสินค้าราคาถูก เป็นการสร้างชุมชนสัมพันธ์ จากน้ำพักน้ำแรงของพนักงานในเชิงแรงงานสัมพันธ์ จากการประกวดแข่งขัน คิด ประดิษฐ์ ออกแบบ กระทั่งสามารถลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กร
เท่านั้นยังไม่พอ พนักงานทุกคนยังถูกกระตุ้นให้ทำ “5 ส” ที่บ้าน ด้วยการสะสาง สิ่งของที่ไม่ต้องการและของเหลือใช้ เช่น เฟอร์นิเจอร์เก่า คอมพิวเตอร์ตัวเก่า เสื้อผ้า รองเท้า จาน ชาม หนังสือ นิทานเด็ก ของเด็กเล่น รถจักรยาน ฯลฯ นำมาคัดแยกไว้ที่โรงงานในแต่ละสาขาเพื่อบริจาคให้กับห้อง “อิ่มบุญ” นำมาขายในราคาประหยัดให้กับพนักงานกันเองที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้สิ่งของจำเป็นเหล่านี้ รายได้ก็นำมาสมทบเป็นกองทุน ร่วมกันนำไปทำบุญบริจาคให้แก่เด็กๆยากไร้ในหมู่บ้านใกล้เคียง พนักงานมีความรู้สึกปิติที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชนเดียวกัน ที่บ้านก็สะอาด หาของเจอได้ง่ายๆ ไม่ต้องไปหาซื้อใหม่ ลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน ที่สำคัญยังเป็นการสร้างนิสัยให้ลูกหลาน ปลูกจิตสำนึกที่ดีในการลดขยะในละแวกบ้าน ทั้งสะอาดและถูกสุขลักษณะ และยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายในด้านสุขภาพและยารักษาโรคอีกด้วย ต่อไปแนวคิดเหล่านี้ยังอาจจะส่งเสริมให้พนักงานทุกคนนำไปกระตุ้นและเผยแพร่ให้เพื่อนบ้านในชุมชนได้ทำตามๆ กันอีกด้วย
การทำธุรกิจให้ยั่งยืนแบบที่กำลังจะพูดกันมากขึ้นๆในนิยาม Sustainability ในปัจจุบัน ไม่ได้คิดแค่กลยุทธ์ในการจัดการกับรายรับ ต้นทุน ค่าใช้จ่าย กำไร เพื่อตอบแทนเจ้าของกิจการ หุ้นส่วน คู่ค้า แต่ความอยู่ดีมีสุขของพนักงาน ชุมชนและสังคมมากกว่า คือ ความยั่งยืนที่แท้จริง
อย่าเอาแต่นั่งๆนอนๆ ... ว่าแล้วลุกขึ้นมาทำ 5 ส ที่บ้านกันก่อนเถอะครับ







