วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงเวลาติดปีก

จากความผันผวนของกรีซที่ยังไม่มีทางออกชัดเจน แต่บริษัทน้องใหม่อย่างเฟซบุ๊คที่ก่อตั้งขึ้นมาเพียงไม่กี่ปีกลับดูจะมีสีสัน

มากกว่าประเทศที่มีความเป็นมายาวนานนับพันปี หรือจะเป็นสไกป์ และแองกรี้ เบิร์ดส์ ที่ยกตัวอย่างขึ้นมาในสัปดาห์ที่แล้วก็เช่นกัน
 

ความสำเร็จของสไกป์ และแองกรี้ เบิร์ดส์ น่าสนใจที่มีความเป็นมาจากประเทศเล็กๆ ที่ไม่ได้มีงบวิจัยและพัฒนามหาศาลเหมือนประเทศมหาอำนาจอื่นๆ อาศัยเพียงแค่นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองเป็นหลักก็ผลักดันให้ประสบความสำเร็จระดับโลกได้
 

หันมาดูบ้านเรา ที่จนถึงบัดนี้แล้วก็ยังไม่เห็นนวัตกรรมหรือความคิดสร้างสรรค์ใดๆ จะสร้างชื่อในระดับนั้นได้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วผมเชื่อว่าภูมิปัญญา ความรู้ และความสามารถของเราก็ไม่แพ้ชาติใดเลย ในขณะที่ความพร้อมต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น ความเป็นประชาธิปไตย ความมั่นคงทางสังคม ฯลฯ บ้านเราก็ยังถือว่าเหนือกว่าหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะที่ยังมีสงครามและยังมีความไม่มั่นคงในประเทศ
 

ยิ่งถ้าดูกันในระดับธุรกิจห้างร้านที่เปิดตัวขึ้นมาใหม่ ก็จะเห็นสีสันของจินตนาการและนวัตกรรมแปลกใหม่ที่แข่งขันกันอย่างเต็มที่ แต่ก็น่าแปลกใจที่นวัตกรรมเหล่านั้นกลับไม่ทะลุขีดจำกัดของตัวเองให้ก้าวไกลออกไปแข่งกันกับต่างประเทศได้
 

เช่นเดียวกับการต่อยอดนวัตกรรมจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนซื้อลิขสิทธิ์มาหรือร่วมทุนกับต่างชาติ ส่วนใหญ่แล้วก็ทำได้เพียงสร้างความสำเร็จอยู่ในบ้านตัวเองเท่านั้น หากต้องการขยายผลไปยังประเทศอื่นๆ เราก็จะเจอข้อจำกัดมากมายโดยเฉพาะเรื่องการขาดแคลนคนทำงานที่ตั้งใจจะออกไปแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในประเทศอื่นๆ
 

แม้ว่าทุกวันนี้ประเทศไทยยังพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลักถึงประมาณ 76% ของจีดีพี โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์เป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้เข้าประเทศสูงที่สุดมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ความเป็นจริงเราแทบไม่ได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าดังกล่าวมากนัก
 

เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนไฮเทคต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้มีฐานการวิจัยและพัฒนาที่บ้านเราเลย สิ่งเดียวที่เราได้ประโยชน์ก็คือค่าแรงจากการรับจ้างผลิตเท่านั้น ขณะที่นักอุตสาหกรรมไฮเทคบ้านเราก็ยังยกระดับตัวเองเพื่อสร้างแบรนด์ที่เป็นของตัวเองไม่ได้ เพราะเราพอใจกับรายได้จากค่าแรงในการรับจ้างผลิตกันอยู่
 

แต่ทิศทางดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือเรื่องเสียหายใดๆ เพราะหลายๆ ประเทศก็ใช้นโยบายเช่นนี้เป็นหลักเพราะยังคงดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้อยู่ เพียงแต่ต้องยอมรับว่าจะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตกต่ำลงได้ในระยะยาวหากเรายังยกระดับตัวเอง และหาทางแข่งขันระดับโลกไม่ได้
 

ยิ่งการเปิดเสรีอาเซียนที่อยู่ในความสนใจของใครหลายๆ คนทั่วประเทศ ก็ยิ่งน่าคิดว่า เอสเอ็มอีบ้านเราที่มีจำนวนบริษัทกว่า 90% ของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยจะพร้อมแค่ไหน และจะก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนได้ไหม
 

วิสัยทัศน์ที่ต้องเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนก็คือตลาดรองรับสินค้าของเราไม่ได้มีแค่ประเทศไทย แต่เป็นไทยบวกกับอาเซียน หรือถ้ามองให้เห็นเป็นไทยบวกกับตลาดโลกได้ก็จะยิ่งดี ซึ่งการปลูกฝังแนวคิดนี้แค่ทำกันในบริษัทหรือในองค์กรคงไม่เพียงพอแต่ต้องวางรากฐานตั้งแต่ระดับนิสิต นักศึกษาให้มองเห็นไปในทิศทางเดียวกัน
 

เด็กยุคใหม่จึงต้องพร้อมจะเปลี่ยนแปลงและก้าวออกจากประเทศไทย และต้องรู้ตัวเองว่ายังขาดคุณสมบัติข้อใดและจะแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างไร อย่าเป็นแบบคนรุ่นเก่าที่พึงพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่และไม่ขวนขวายที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นอย่างจริงๆ จังๆ
 

วิสัยทัศน์ดังกล่าวต้องปลูกฝังจากเด็กรุ่นใหม่ มาสู่นักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม นักการเมือง และรัฐบาลที่ต้องก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกัน แล้วค่อยๆ สะสมความพร้อม ความเชื่อ จนถึงวันที่เรากระโจนสู่ตลาดโลกได้จริงๆ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า