สิ่งที่เมืองไทยกำลังแสวงหากันมากในขณะนี้ ที่เราต่างเบื่อหน่ายกับอนาคตประเทศภายใต้กลุ่มนักการเมืองอาชีพ ที่ทำร้ายประเทศไทยจนย่ำแย่
ความหวังของประเทศที่จะอยู่รอดเติบโต จึงเหลืออยู่ที่อีกกลุ่ม “นักบริหารมืออาชีพ” หรือ ที่เรียกกันว่า Professional Manager ที่เป็นกลุ่มคนระดับหัวหน้า หรือคนที่เป็นนาย ที่ต้องมีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์และตัดสินใจในการบริหารจัดการให้องค์กรเดินหน้าไปได้ด้วยประสิทธิภาพ
กับ ที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การต้องทำให้องค์กรอยู่ได้ยั่งยืนได้ โดยสามารถสู้ทานแข่งขันและเอาชนะเหนือคู่แข่งที่ก้าวข้ามมาได้อย่างไร้พรมแดนจากทุกทิศ ท่ามกลางเทคโนโลยีใหม่ที่ส่งผลกระทบกดดันให้ต้องเปลี่ยนและปรับตัว เข้ากับเงื่อนไขใหม่ได้
นักบริหารมืออาชีพในวันนี้ แม้จะต้องทำหน้าที่ไม่ต่างจากบรรดา “เถ้าแก่” เมื่อวันวานเท่าใดนักก็ตาม แต่ก็ต้องอยู่ในโลกเศรษฐกิจใหม่ ที่มีมิติของปัญหาซับซ้อนและแก้ยากกว่าแต่ก่อนมาก ดังเช่น สภาพใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นของ AEC ที่จะมีผลในไม่ช้าจากนี้
การติดตามเรื่องนี้ ยอมรับว่า ดีใจที่ได้เห็นภาคเอกชนเข้ามีส่วนแก้ไขและพัฒนาให้ เช่น การเปิดมหาวิทยาลัยโยนก กับการเปิดตัวโครงการปริญญาโทพิเศษทางบริการ โดยเครือเนชั่น ด้วย ทั้งนี้ จุดเด่นที่ฉายออกมาคือ การใช้ CEO ระดับยอดของไทย ให้เข้าช่วยสอนจริงกันทีเดียว ดังเช่น คุณกานต์ ตระกูลฮุน ลงมือมาสอนเอง กับ มีการตั้งบริษัทให้ผู้ศึกษาจบได้งานทำกันจริง
ข่าวนี้นับว่า มีสิ่งน่าคิดหลายประการ คือ การใช้คนในภาคธุรกิจที่มีประสบการณ์สูงจะสำเร็จผลดีจริงหรือไม่ เพราะตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา การช่วยการสอน MBA ในไทยได้ขยายตัวกันมากมาย อีกทั้งดำเนินการแบบออกแรงครึ่งเดียว จึงน่านำมาคิดพิจารณาว่า ที่ทำกันอยู่ในขณะนี้ ทั้งเก่าและใหม่ เป็นไปในทางที่ถูกที่ควรหรือไม่ ?
แนวทางการสร้างนักบริหารมืออาชีพนี้ ถ้านับจากอดีตมา อาจแบ่งได้เป็นยุคต่างๆ คือ
1. จัดการเป็นไปในรูปของการฝึกทักษะทางการค้าและการพาณิชย์ ตามวิธีการค้าแบบเก่าแก่ งานที่ทำจะไม่ยากนัก องค์กรจึงเดินหน้าด้วยการชี้นำของตัว CEO ไปโดยปริยาย โดยประมาณความเสี่ยงไว้ด้วยแล้ว โดยตัว “เถ้าแก่”
2. เมื่อการค้าโลกเจริญมีการแข่งขันกันกับมีปัญหาความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไวแก้ไขยาก ทำให้มีความจำเป็นต้องสร้างนักบริหารรุ่นใหม่ให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ใหม่ที่เปลี่ยนไปจากเดิมจึงเกิดขึ้น ทั้งนี้ จากการสร้างนักบริหารด้วยการสร้างสมประสบการณ์ที่มากและนานพอนั้น ทำได้ไม่ทันใช้ สหรัฐจึงเป็นต้นแบบคิดสร้างนักบริหารมืออาชีพขึ้นมาใช้ โดยที่สามารถสร้างได้ทันใช้ ในเวลาอันสั้น
นั่นคือ การสร้างนักบริหารจากห้องเรียนโดยตรง ที่ซึ่ง ม.ฮาร์วาร์ด ได้เป็นต้นแบบ วางหลักสูตรสร้างนักบริหารจากห้องเรียน ด้วย ดีกรี MBA ซึ่ง มีการให้กรอบความรู้เกี่ยวกับหมวดสำคัญที่จำเป็นสำหรับนักบริหาร คือ
ก) สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ มีเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กับ ไอที
ข) หน้าที่งานธุรกิจครบทุกด้าน ตั้งแต่การเงิน การตลาด การผลิตและอื่นๆ ทั้งทรัพยากรมนุษย์ และสื่อสาร
ค) ให้รู้ถึงเครื่องมือที่ใช้ช่วยคำนวณและวิเคราะห์ ทั้งวิชาบัญชี สถิติ และคณิตศาสตร์ เป็นต้น
ง) การประสานบูรณาการกับประยุกต์ใช้ให้ได้ผลตรงกับสถานการณ์ด้วยกลยุทธ์การจัดการต่างๆ กับการใช้ “กรณีศึกษา” หรือ "Case Study" ที่อาจารย์ได้ไปสร้างสมมายาวนานจากชีวิตจริงของโลกธุรกิจ แล้วเอากลับมาสอนเป็นกรณีศึกษาเพื่อเพิ่มทักษะด้วยวิธีทางอ้อม
แนวคิดการผลิตนักบริหาร MBA นี้ มีส่วนช่วยอย่างสำคัญในการผลักดันให้ธุรกิจของสหรัฐ ขยายตัวข้ามชาติ โตรวดเร็ว แซงหน้ายุโรป
แต่จากความจริงที่พัฒนามาคู่ขนานกัน ในเอเชียโดยเฉพาะประเทศไทยได้มีการริเริ่มทำการผลิตนักบริหารในทิศทางเดียวกันนี้ โดยการเปลี่ยนเนื้อหาหลักสูตร และวิธีสอน จากวิธีทำการค้าและพิธีการต่างๆ มาเป็นการศึกษา เพื่อสร้างนักบริหาร ตามแนวคิดแบบเดียวกับการผลิตนักบริหาร MBA ของสหรัฐ ทั้งนี้ 2 สถาบันที่สอน MBA เริ่มแรก โดยผลิตนักบริหารด้วยการรับ Non-Business Backgrounds เช่น วิศวะ และเภสัช นั่นคือ นิด้า และธรรมศาสตร์ โดย ที่ธรรมศาสตร์จะสอนเป็นภาคค่ำเรียนนอกเวลา แม้ทำงานก็เรียนได้ ซึ่งถือเป็น Strategic Fit ที่ดีเยี่ยม
โดยเหตุผล คือ เปิดโอกาสให้กับ นักบริหารที่มีประสบการณ์สูงในสายงานเทคนิคหรือชำนาญการให้เข้ามาเรียน ซึ่งเท่ากับ เป็นการขยายโลกทัศน์ และช่วยเปลี่ยนทักษะจาก Specialist เป็น Generalist ที่รู้รอบและบริหารองค์กรได้เต็มระบบและครบด้าน กับ ได้มีการเชิญนักธุรกิจ ที่มีวิชาการ ศึกษามาดีและมีประสบการณ์ทำงานจริงในโลกธุรกิจให้มาช่วยสอนให้โดยเป็นอาจารย์พิเศษให้ คล้ายการวิ่งไม่เต็มสูบ เรียนโดยฟังจากประสบการณ์ที่ได้
แต่จะได้ผลก็ต่อเมื่อ ต้องมีการจัดเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียน ในสิ่งที่ขาดคือ ก) การต้องมีตำราเรียนรู้ด้านทฤษฎี ข) ต้องหาวิธีให้แน่ใจว่าผู้ศึกษาได้มีการอ่านตำรา หนังสือทันกับหัวข้อศึกษา ค) ไม่ปล่อยให้มีการแสดงความเห็นแบบเปิดกว้าง ไร้ขอบเขต หรืออาศัยแต่สามัญสำนึกเพียงอย่างเดียว
เพื่อให้ได้ผลดังกล่าว สิ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ อาจารย์ประจำอาวุโส จะต้องเตรียมและทำงานคู่ขนานกันกับอาจารย์พิเศษ
สิ่งที่ไม่ได้ห้าม แต่รู้มานานแล้วคือ ก) จะต้องมีการโยงเข้าหาหลักการ วิชาการ และสถานการณ์อย่างรอบคอบ กับ ข) ต้องพยายามเลี่ยงมิให้เกิดช่องว่างของความไม่รอบคอบ ด้วยการสรุป โดยการอาศัยสามัญสำนึกหรือ ตามคำตอบที่ชี้นำโดยวิทยากรพิเศษ ค) ต้องจัดการสอนแบบมีความต่อเนื่องและมีบูรณาการ ซึ่งวิธีป้องกันคือ การระวังมิให้จัดการสอนแบบ รวมดารา มาสอนกันคนละหัวข้อแยกจากกัน ซึ่งอาจเกิดการเรียนรู้ผิดๆ จากการพูดแต่แง่ดีหรือโฆษณาชวนเชื่อตัวเอง ซึ่งมีมากในเวลาต่อมาและเป็นตัวสร้างจุดอ่อนโดยตรง
การผลิตนักบริหารมืออาชีพได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา โดยเฉพาะในช่วงเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ การขยายตัวได้มีมากเป็นปริมาณและเปิดช่องจุดอ่อนที่ละลายคุณภาพหลายโปรแกรมด้วยกัน เช่น การมี MBA ทั่วไป แล้วยังมี Ex MBA สำหรับนักบริหาร (รุ่นเพื่อนแท้ สงครามตัวแทน) แล้วยังมี Young Excutive MBA (หรือ รุ่นท่องราตรี หนีงานเรียน)
กับ อีกโปรแกรม ซึ่งไม่ผิดเนื่องจากวัตถุประสงค์ เพื่อให้เข้าใจโลกธุรกิจ แต่ไม่ใช่นักบริหาร นั่นคือ มีการขยายเปิด MINI MBA ซึ่งอาจได้ฟังแต่เรื่องเล่าที่วิทยากรนำมาให้ และถือเป็นการเรียนเพื่อให้พอรู้ หรือ Appreciation Courses ทำนองการเรียนรู้บริหารธุรกิจในแบบ “ชุดเล็ก ยำใหญ่” ที่จะให้น้ำหนักไปโยงกับวุฒิปริญญาไม่ได้ อันจะเกิดอันตรายทำให้ผิดพลาดเสียหาย
ถึงวันนี้ น่าสังเกตว่า MBA ทุกแห่ง ต่างมุ่งสอนแบบนอกเวลา ทั้งๆ ที่สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ปัจจัยต่างๆ เปลี่ยนไปต่างจากเดิมมากมาย แล้วทำไม MBA วันนี้ จึงยังคงใช้ยุทธวิธีแบบเก่าๆ อยู่อีก ทำเช่นนี้แล้ว ผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งควรทำคือ การท้าทายให้เห็นกันว่า คำว่า “จ่ายครบ จบแน่” นั้น ไม่จริง และการเริ่มได้ CEO ใหญ่ของกิจการยักษ์ มาบรรยายพิเศษจะช่วยให้ดีขึ้นไหม หรือ ปัญหาอ่อนซ้อมจะยังมีอยู่หรือไม่ หรือ มีอาจมีคุณค่าดีกว่าเก่าอย่างไร ใครคิดอย่างไร ลองบอกมาให้ทราบกันบ้าง






