เศรษฐกิจไม่พอเพียง

มนุษย์ทุกยุคทุกสมัย ต่างก็วนเวียนอยู่กับความไม่พอเพียงมาโดยตลอด ไม่รู้จักพอในทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ วาสนาและลาภยศ
เวลากล่าวถึงคำว่า “เศรษฐกิจ” เรามักจะคิดถึงแต่ “รายได้” หรือ “ทรัพย์สินเงินทองที่จับต้องได้” ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงในสังคม เมื่อได้มาซึ่งทรัพย์สิน และเงินทอง ก็ยังต้องได้มาด้วยอำนาจ วาสนาและลาภยศ เมื่อนำคำว่า “ไม่พอเพียง” มาต่อท้ายและแปลให้ชัดๆ ก็หมายถึงความไม่รู้จักพอในทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ วาสนาและลาภยศ สิ่งเหล่านี้ หากใช้ไปในทางที่ผิดทำนองคลองธรรมก็ไม่ต่างกับการแย่งชิงความได้เปรียบมาจากผู้อื่นเพื่อให้มีทรัพย์สินเงินทองมากยิ่งๆ ขึ้น เมื่อมีมากขึ้นความโลภก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นๆ เป็นลำดับ วันนี้ลองมาเริ่มทำความเข้าใจเรื่อง “เศรษฐกิจไม่พอเพียง” จากนิทานเรื่อง “ชาวนาผู้ไม่พอเพียง”
“กาลครั้งหนึ่ง ยังมีชาวนาที่ขยันขันแข็งคนหนึ่ง ทุกวันจะตื่นแต่เช้าออกไปทำนา ปลูกข้าว ปลูกผัก หาปลา มาเลี้ยงครอบครัว ทุกครั้งที่ชาวนานั่งพักเหนื่อย สายตาทั้งคู่ก็จะมองไปที่คฤหาสน์หลังใหญ่ของเศรษฐี ที่มีบริวารในคฤหาสน์มากมาย มีคนทำสวน คนทำครัว คนขับรถ ชาวนาจะนั่งมองทุกวันและคิดในใจทุกครั้งว่า ถ้าฉันมีแบบนี้บ้างก็จะดี ทุกความรู้สึกนึกคิดของชาวนาได้ถูกติดตามด้วยรุกขเทวดาในบริเวณนั้น ซึ่งอยากจะทดสอบชาวนาว่า ถ้าเสกให้ชาวนาได้ในสิ่งที่ใฝ่ฝันไปเรื่อยๆ ชาวนาจะพอใจหรือไม่ และในบ่ายวันนั้น รุกขเทวดาก็เสกให้ชาวนากลายเป็นเศรษฐีในบัดดล ชาวนาได้ใช้ชีวิตเป็นเศรษฐีอย่างมีความสุข
เช้าวันหนึ่ง มีนายพลท่านหนึ่งพร้อมด้วยทหารใหญ่น้อยเดินทางผ่านมาและขอแวะพักเหนื่อยที่คฤหาสน์ของชาวนาผู้กลายเป็นเศรษฐี เศรษฐีให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เมื่อนายพลกลับไป เศรษฐีก็วาดฝันว่า น่าอิจฉานายพลท่านนี้เสียเหลือเกิน ขนาดเราร่ำรวยถึงขนาดนี้ยังต้องทำความเคารพนายพลผู้สง่างาม มีอาวุธและนายทหารใหญ่น้อยล้อมรอบ ไปถึงไหนผู้คนก็ต้องทำความเคารพ รุกขเทวดาผู้ติดตามความคิดของเศรษฐีชาวนาจึงเสกให้กลายเป็นนายพลผู้มียศอันสูงศักดิ์ เมื่อได้เป็นนายพลแล้วชาวนาที่กลายมาเป็นเศรษฐีก็ยังไม่พอใจอีก อยากจะเป็นพระราชา เพราะเห็นว่า นายพลทุกคนก็ยังต้องเคารพพระราชา พระราชาต่างหากที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คราวนี้จากชาวนาก็ได้เป็นพระราชาสมใจ
หลังจากเสวยสุขอยู่ได้ไม่ถึงปี ในวันที่ออกล่าสัตว์ พระราชารู้สึกร้อนมาก จากแสงแดดที่แผดส่องมาจากพระอาทิตย์ จึงคิดในใจอีกว่า เราเป็นถึงพระราชา แต่ยังไม่สามารถเอาชนะพระอาทิตย์ได้ ขณะที่คิดถึงความยิ่งใหญ่ ร่างของพระราชาก็กลับกลายเป็นพระอาทิตย์ลอยขึ้นฟ้าไปในทันที ส่องแสงไปทั่วทุกหนทุกแห่งบนแผ่นดิน ยังไม่ทันไร พระอาทิตย์ก็รู้สึกอึดอัดที่ไม่สามารถส่องแสงผ่านเมฆดำก้อนใหญ่ที่มาบดบังได้ เมื่อเป็นพระอาทิตย์ได้ยังไม่ถึงวัน คราวนี้คิดว่าเป็นเมฆดำน่าจะเก่งกว่า ดังนั้น เมื่ออยากเป็น ก็ได้เป็นเมฆดำคอยบังแสงจากพระอาทิตย์สมใจอยาก แต่เป็นเมฆดำได้ไม่ถึงชั่วโมง รู้สึกไม่พอใจว่าตนเองไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ล่องลอยไปมาตามสายลม ถ้าเช่นนั้นสายลมน่าจะมีอำนาจมากกว่า รุกขเทวดาก็ตามใจให้กลายเป็นสายลม มีอิสระเสรี คิดจะพัดอะไรให้ปลิวว่อนไปก็ทำได้ตามใจชอบ เพียงไม่ถึงนาที สายลมก็รู้สึกเคืองใจที่ไม่สามารถพัดเจ้าหินก้อนใหญ่ในที่นาให้ปลิวว่อนเหมือนอย่างอื่นได้ จึงคิดว่าเป็นก้อนหินก้อนใหญ่นั้นจะดีกว่า เพราะสายลมยังทำอะไรมันไม่ได้เลย
คิดยังไม่จบดี สายลมก็กลายเป็นหิน คราวนี้อยู่เป็นหินหลายสิบปี จนกระทั่งวันหนึ่ง มีใครก็ไม่รู้เอาจอบมาขุดตัวเองที่เป็นหินก้อนใหญ่ออกจากดิน เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่า เป็นชาวนานั่นเอง ยังไม่ทันคิดว่าชาวนามีอำนาจมากกว่าหิน ร่างที่เคยเป็นชาวนา จนกลายไปเป็นเศรษฐี เป็นนายพล เป็นพระราชา พระอาทิตย์ เมฆดำ สายลม ก้อนหิน ก็กลับกลายมาเป็นชาวนาดังเดิม”
มนุษย์ทุกยุคทุกสมัย ต่างก็วนเวียนอยู่กับความไม่พอเพียงมาโดยตลอด อาณาจักรโรมันที่เป็นต้นแบบของการปกครองแบบประชาธิปไตย ถูกล้อมกรอบด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่สุดโต่ง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ดีกินดี แก่งแย่งกันทำมาหากิน ใครมีเส้นสายดีกว่าก็ได้มากกว่า มีแต่ชนชั้นปกครองที่มีอำนาจในการออกกฏหมายเท่านั้นที่อยู่ดีกินดี เอารัดเอาเปรียบและหลอกลวงประชาชน
คำสอนของพระเยซูที่ต้องการให้ผู้คนรู้จักลด ละ เลิกกิเลส รู้จักพอเพียงและแบ่งปัน ก็ถูกกีดกันจากผู้มีอำนาจ ไม่เชื่อฟังคำสอนแห่งคุณธรรม ด้วยเกรงว่าความดีงามของศาสนาจะเแพร่ขยายวงมากเกินไป กลัวอำนาจในชนชั้นปกครองจะถูกทำลาย จึงชิงทำลายพระเยซูไปเสียก่อน ที่สุดศาสนาและความดีงามยิ่งถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางจนทุกวันนี้ แต่อาณาจักรโรมันกลับล่มสลาย
เศรษฐกิจที่เคยรุ่งเรืองในโลกฝั่งตะวันตก วันนี้ดูถดถอยและเงียบเหงา ดาวน์ทาวน์ของเมืองใหญ่ๆที่เคยมีธุรกิจใหญ่น้อยคึกคัก วันนี้แลดูโทรมสกปรกเหมือนเมืองที่ร้างมาแล้วหลายสิบปี มีภาพสีเสปร์ยพ่นตามกำแพงข้างถนนมากมาย มีคนตกงาน คนจรจัดอยู่กันกระจัดกระจาย ชนชั้นกลางลดลง ชนชั้นล่างมากขึ้น เมื่อผู้คนอดอยาก ปัญหาสังคมต่างๆก็ตามมา ตามท้องถนนมีเสียงรถหวอตำรวจจับขโมยดังมาจากรอบด้านเป็นระยะๆ
มองดูข่าวพาดหัวบ้านเราในวันนี้ “ตะลึงพบมือถือร่วม 300 ยาบ้า ยาไอซ์อีกเพียบ จ่อรวบผู้คุม พัวพันด้วย” “แฉ 3 โครงการยักษ์ซุกในแผนงบป้องน้ำ” “เด้งฟ้าผ่า ไปที่ปรึกษานายก เหตุใช้เงินผิดประเภท-โดนแกล้ง ชี้ปมขวางสร้างอาคาร” “จี้ดีเอสไอเร่งคดีทุจริตซูโดฯ” “แพทย์ชนบทออกโรงหวั่นสธ.สองมาตรฐาน สาวไม่ถึงตัวระดับสูง” “ตั้งคณะกรรมการสอบปลัดศธ.พัวพันการจัดซื้อ” “คนซื้อรถระวัง สวมซากรถน้ำท่วม” “หัวหน้าอุทยานแจ้งจับ กก.สิทธิฯหนุนตัดไม้ทำลายป่า” “พักหนี้วันแรก ผู้คนล้นหลาม” “หวยออนไลน์ สุดท้ายก็แจ้งเกิด” “นายกสั่ง 6 รมต.ตรวจสินค้าแพงพรุ่งนี้” ฯลฯ คงไม่ต้องสาธยายมากกับตัวอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เหล่านี้ล้วนเป็นเพราะ “เศรษฐกิจไม่พอเพียง” นั่นเอง
เศรษฐกิจในซีกโลกทางฝั่งตะวันออก ยังไม่ได้อยู่ในสภาวะขาลง แต่มีแนวโน้มที่จะตกต่ำในเร็ววัน ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นและยังจะเกิดขึ้นต่อไป แบบอย่างในประวัติศาสตร์มีให้เห็นและเรียนรู้มากมาย ก็ขอภาวนาให้ชนชั้นปกครอง ปกครองแบบประชาธิปไตยในแบบทุนนิยมที่ไม่สุดโต่ง นำคุณธรรมความดีที่พ่อหลวงและหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประกอบ ความอยู่ดีกินดีก็จะกระจายไปได้ทั่วถึงและอยู่กับประชาชนทุกคนตลอดไป
เปรียบได้กับนิทานชาวนาผู้ไม่พอเพียง ถ้าได้เป็นเศรษฐีแล้วรู้จักพอ ไม่โลภมากทะเยอทะยานอยากเป็นโน่นนี่นั่น แต่กลับดำเนินชีวิตให้อยู่ในความดีงาม ชีวิตในวันนี้ก็ไม่ต้องย้อนกลับมาเป็นชาวนาผู้ไม่พอเพียงอย่างเดิม




