วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“สติ” ของผู้นำ

“สติ” ตามความหมายในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ หมายถึง ความระลึกได้ นึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจ ซึ่งมักใช้คู่กับคำว่า “สัมปชัญญะ”

ซึ่งหมายถึงความรู้ตัว รู้สึกตัวได้ขณะกำลังทำ  กำลังพูด  กำลังคิดอะไรกับใคร เรื่องอะไร สมควรหรือไม่  ความรู้สึกตัวช่วยกระตุ้นเตือนไม่ให้เราทำหรือพูดในสิ่งที่จะก่อให้เกิดความผิดพลาดเสียหาย
 

“ผู้นำ” นั้นถือว่าเป็นผู้ที่สำคัญที่สุดขององค์กร  การที่องค์กรจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจอย่างมีสติ  หรือขาดสติของผู้นำ  หากผู้นำตัดสินใจถูก  พิจารณาด้วยความรอบคอบ มีความละเอียดอ่อนในการคิด ในการกระทำกิจการงานใดก็กระทำอย่างมีสติ  องค์กรก็จะมีความเจริญก้าวหน้า แต่ในทางตรงกันข้ามหากผู้นำตัดสินใจผิด  องค์กรก็อาจเกิดความหายนะได้  ดังนั้น “สติ” จึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ที่ผู้นำจะต้องมี ในทัศนะของผม สติหมายถึงการระลึกรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองทำ โดยไม่ต้องให้ใครมาบอกว่าถูกหรือผิด  สมควรหรือไม่สมควร 
 

บทบาทของผู้นำนั้นมีความสำคัญมาก นอกจากเรื่องของการตัดสินใจแล้ว  การกระทำหรือทิศทางต่างๆ ที่ผู้นำพาองค์กรไป  ก็มีส่วนทำให้องค์กรนั้นประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวได้เช่นกัน  เช่น  ถ้าผู้นำสนใจการตีกอล์ฟ ก็สามารถชักนำให้คนทั้งองค์กรสนใจเรื่องตีกอล์ฟ  และพฤติกรรมของคนในองค์กรนั้นอาจจะเปลี่ยนไป เมื่อทุกคนเริ่มสนใจการตีกอล์ฟมากกว่าการทำงาน  ความสนใจงานที่เคยมีสูงก็ค่อยๆ ลดลงๆ  ก็จะเกิดผลเสียตามมากับองค์กรนั้นตามมา  หรือถ้าผู้นำคนหนึ่งตัดสินใจจะทำธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง ขาดซึ่งคุณธรรมและจริยธรรม โดยไม่ได้คิดถึงผลเสียต่อส่วนรวม บุคคลนั้นก็อาจจะประสบความสำเร็จในธุรกิจ  แต่ก็จะเกิดสิ่งที่เสียหายขึ้นกับสังคมส่วนรวม
 

ไม่เพียงแต่การตัดสินใจที่ผิดของผู้นำเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความเสียหาย  แม้การพูดผิดเพียงแค่คำเดียวของผู้นำ  ก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้  ดังเช่นคำกล่าวของเบนจามิน  แฟรงคลิน นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง ก็ได้กล่าวไว้ว่า
 

“เมื่อคุณก้าวผิดพลาด  คุณอาจตั้งตัวใหม่ได้ในไม่ช้า แต่ถ้าคุณกล่าววาจาผิดพลาด  คุณอาจต้องเสียใจไปตลอดชั่วชีวิต” 
 

หรือแม้แต่คุณพ่อของผม  ดร.เทียม โชควัฒนา ก็มีปรัชญาการทำงานของท่านและสอนผมเสมอว่า “เราพูดด้วยความโมโหเพียงครั้งเดียว แต่อยู่ในใจของคนอื่นตลอดชีวิต การพูดโดยใช้อารมณ์  ไม่ใช้สติไตร่ตรองเสียก่อน แม้เพียงครั้งเดียว ก็อาจทำลายทั้งตนเองและมิตรภาพได้ตลอดไป” 
 

ดังนั้นการพูดของผู้นำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  แม้แต่คำพูดเพียงคำเดียวก็ยังสำคัญ  เพราะคำพูดนั้นอาจจะหมายถึงความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อองค์กรและส่วนรวม ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ การกระทำ หรือคำพูดของผู้นำนั้นจะต้องดำรงไว้ซึ่งสติและการไตร่ตรองที่รอบคอบ  เพราะถ้าขาดความรอบคอบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ก็อาจทำให้ธุรกิจหรือสิ่งที่ทำอยู่ล่มสลายไปได้ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย  เช่น บางบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์  ถึงแม้จะมีการควบคุมโดย กลต.อย่างเข้มงวด  แต่แค่การปล่อยให้ผู้บริหารนำเอกสารมาให้ผู้นำลงนามและตัวผู้นำเองก็ลงนามโดยไม่ได้ตรวจสอบ  ก็ทำให้เกิดความเสียหายถึงขั้นเป็นคดีอาญาได้ 
 

การมีสตินั้นหมายถึงการที่เราต้องชั่งน้ำหนักได้ระหว่างผลดีและผลเสีย  ในเรื่องที่ต้องตัดสินใจว่าหากทำแล้วจะเกิดผลดีอย่างไร เกิดผลเสียอย่างไร ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวจะต้องอาศัยความรู้เป็นส่วนประกอบ การมีความรู้จะทำให้เราตัดสินใจไม่พลาด  ผู้นำบางคนไม่กล้าตัดสินใจ  ไม่กล้าทำอะไรเพราะขาดความรู้  แต่บางคนถึงขาดความรู้แต่ก็จะทำ จึงทำไปโดยไม่มีความรู้ไม่มีการศึกษาหาข้อมูล ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ไม่เป็นผลดีทั้งคู่
 

ฉะนั้นการที่เรามีความรู้และใช้สติในการคิดจะทำให้เราปลอดภัยจากความผิดพลาดต่างๆ  สิ่งสำคัญคือต้องประเมินให้ได้ว่า ถ้าเราทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป ผลลัพธ์มันจะถึงขั้นไหน มีผลเสียร้ายแรงต่อองค์กร หรือต่อตัวเราเองอย่างไร ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่ามีผลเสียมากกว่าก็ควรละการกระทำสิ่งนั้นๆ 
 

นอกจากนี้ ผู้นำบางคนที่ขาดความรู้ และตัดสินใจหรือทำไปเพราะเชื่อคนหนึ่งคนใดมากเกินไป เชื่อโดยไม่ได้หาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เชื่อโดยไม่มีการพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ ความเชื่อผิดๆ เหล่านั้นก็จะทำให้เกิดปัญหาที่ยิ่งใหญ่ตามมาในภายหลังได้ บางครั้งมีผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้ธุรกิจล้มละลายในที่สุด ซึ่งในเรื่องนี้คุณพ่อผมก็สอนผมอยู่บ่อยๆ ว่า
 

“อย่าหลงเชื่อคำกล่าวของผู้อื่นโดยขาดสติและความรอบคอบ ก่อนที่จะเชื่อหรือคล้อยตามคำพูดใดๆ ของผู้อื่น  ต้องใช้สติไตร่ตรองด้วยเหตุและผลอย่ารอบคอบเสียก่อน”
 

“จะทำสิ่งใดก็ตาม เราต้องมีสติพร้อม อย่าให้มีโทสะ อย่าให้อารมณ์เข้ามาควบคุมสติ อย่าให้เรื่องส่วนตัวและขาดเหตุผลมาอยู่เหนือความจริง” -คติธรรมคำสอนของหลวงปู่ทวด วัดช้างให้