วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ใกล้เหมือนไกล ไกลแต่ใกล้ (ต่อ)

ท่านมีโอกาสสัมผัสประเทศเพื่อนบ้านของเรามากน้อยแค่ไหนครับ ลองมาแลกเปลี่ยนมุมมองด้วยกัน

สวัสดีครับ ผ่านไปประเดี๋ยวเดียวกำลังจะพ้นครึ่งปี พ.ศ. 2555 แล้ว ในช่วงสงกรานต์และเกือบ 2 เดือนแต่ละท่าน ได้มีโอกาสสัมผัสประเทศเพื่อนบ้านของเรามากน้อยแค่ไหนครับ ลองมาแลกเปลี่ยนมุมมองด้วยกัน และเป็นการเพิ่มความเข้าใจในประเทศต่างๆ ที่ใกล้กับเรา หากผมขอมองประเทศต่างๆ ที่อยู่ใกล้ๆ  โดยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศในเขตเศรษฐกิจอาเซียน อาจจำแนกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้หลายลักษณะคือ ลักษณะแรก คือ ประเทศที่มีชายแดนติดกัน อาทิเช่น ไทย พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม และประเทศที่มีลักษณะเป็นหมู่เกาะ อาทิเช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน และ ฟิลิปปินส์ 

 

ลักษณะที่สอง คือ ลักษณะของการดำเนินธุรกิจทางการค้า จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ ประเทศที่มีการค้าขาย และการให้บริการที่ไม่ได้มีการดำเนินการด้านการผลิตมากนัก คือ สิงคโปร์ กลุ่มที่ 2 คือ ประเทศที่มีการดำเนินกิจกรรมทางการผลิตที่มีผู้ดำเนินการหลายราย และหลายขั้นตอน ตั้งแต่ วัตถุดิบ การแปรรูป การผลิต การกระจายสินค้า การขายจากยี่ปั๊ว ไป ซาปั๊ว ซี้ปั๊ว และผู้บริโภคสุดท้าย มีการดำเนินการส่งออก และนำเข้า ซึ่งในกลุ่มประเทศนี้ อาทิเช่น ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลักษณะที่สาม คือ ประเทศที่ดำเนินการผลิตในบางส่วน และอาจดำเนินการประกอบโดยการนำเข้าประกอบแล้วส่งออกซึ่งเป็นวงจรธุรกิจที่ค่อนข้างสั้น หรือเป็นประเทศที่เริ่มมีการดำเนินการผลิต หรือบริการไม่มากนั้น อาทิเช่น เวียดนาม ลาว กัมพูชา และ พม่า 

 

หากเรามองลักษณะต่างๆ ที่มีเป็นองค์ประกอบ เปรียบเทียบกับความต้องการในการดำเนินธุรกิจต่างๆ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อมของธุรกิจนั้น ความเข้าใจในหลายๆ มิติ จำเป็นต้องดำเนินการให้มากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ขอยกตัวอย่าง จากที่เราเปิดหนังสือพิมพ์ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เรามักจะเป็นการพูดถึง AEC เยอะขึ้น หากไม่พูดถึงก็ถือว่าตกเทรนด์ และยิ่งไปกว่านั้น หากไม่พูดถึงว่าการดำเนินการขยายธุรกิจไปประเทศต่างๆ ใน AEC โดยเฉพาะพม่าแล้วนั้น ยิ่งถือว่าตกเทรนด์อย่างแรง ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่ใช่อย่างนั้น จากที่ผมเสนอให้แต่ละท่านลองมีประสบการณ์ในการเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้สัมผัสการดำเนินชีวิต และการดำเนินธุรกิจ ที่อาจพอสังเกตได้จากที่ได้เจอน่าจะเป็นการปูพื้นฐานที่ดีและทำให้การตัดสินใจต่างๆ หรือการประเมินต่างๆ จะมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น 

 

จากที่ได้มีโอกาสเดินทางในช่วงที่ผ่านมานั้น ประเทศในกลุ่มแรกที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย โดยส่วนใหญ่มีวัฒนธรรม และศาสนาที่คล้ายๆ กัน (วันสงกรานต์มีการฉลองกันในหลาย ๆ ประเทศ อาทิ พม่า ลาว และ กัมพูชา) การดำเนินชีวิต และพื้นฐานทางการผลิตสินค้ามีสินค้าเกษตรเป็นหลัก อาจมีความแตกต่างกันด้านของความสามารถในการพัฒนาการผลิต และการแปรรูปสินค้านั้นๆ นอกจากนี้ความพร้อมทางด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานยังมีความแตกต่างกันอยู่ ในแต่ละประเทศ ซึ่งหากเราเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องการขยายการผลิตไปประเทศต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีสาธารณูปโภคพื้นฐานรองรับ โดยเฉพาะไฟฟ้านั้น ในบางพื้นที่ของบางประเทศ ไฟฟ้ายังอาจไม่พอเพียงต่อการดำเนินการผลิต ซึ่งหากต้องการไปดำเนินการผลิตจริงๆ อาจต้องมีการซื้อเครื่องปั่นไฟเพื่อให้มั่นใจว่ากระแสไฟมีพอเพียง 

 

ต้นทุนตั้งต้นของแต่และประเทศ อาจมีความแตกต่างกันมาก หากเราเป็นผู้ผลิต และต้องการขยายกำลังผลิตไปประเทศต่างๆ ต้นทุนเริ่มต้น ได้แก่ ค่าที่ดิน เครื่องจักร สิ่งก่อสร้าง การจ้างแรงงาน และบุคลากร ซึ่งในไทย ความพร้อมด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ยังมีความพร้อมกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะด้านราคาเริ่มต้น และความมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นมีมากกว่า หากถามว่าที่ดินในประเทศใกล้เคียงกับเราที่ใดราคาสูง คงจะเป็นที่ดินในเวียดนาม และพม่า ซึ่งทั้งสองประเทศนี้ การอนุญาตในกรรมสิทธิ์ และราคาของที่ดินอาจจะสูงกว่าที่ดินในไทยอย่างน้อยหลายเท่าตัว และไม่สามารถครองกรรมสิทธิ์ตลอดไปในที่ดินนั้นๆ อีกด้วย เมื่อนำเอาองค์ประกอบดังกล่าวมาพิจารณา อาจต้องถามตัวเองว่า การขยายการผลิตไปต่างประเทศจริงๆ แล้ว จำเป็นหรือเปล่า และการขยายดังกล่าวเป็นการดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์ใด การขยายกำลังผลิต กับการขยายกิจการนั้นอาจไม่เหมือนกันทั้งหมด ในขณะที่ผมได้ยกตัวอย่างต้นทุนตั้งต้นที่สูงในประเทศหลายๆ ประเทศนั้น เราอาจขยายกิจการโดยอาศัยการผลิตที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันในประเทศไทย และมีการพัฒนาการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพน่าจะเป็นแนวทางที่ดีอีกทาง

 

ด้านการขยายกิจการ สามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะกับประเทศที่กำลังมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม มีประชากรมาก และมีกำลังซื้อที่เพิ่มเติมขึ้น ประเทศที่ดูมีเสน่ห์เป็นที่หมายตาของคนขายสินค้าคือ พม่า และอินโดนีเซีย ซึ่งสินค้าที่ขายสำหรับ 2 ประเทศนี้ อาจมีความแตกต่างกันบ้าง แต่ด้วยเหตุผลที่สำคัญคือ ปริมาณของประชากรทั้ง 2 ประเทศนี้มีไม่น้อย และกำลังซื้อของประชากรสูงขึ้นไม่น้อยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากเราเดินในร้านสะดวกซื้อในหลายๆ ประเทศ สินค้าด้านอุปโภคบริโภคของไทยเป็นที่นิยมไม่น้อย และมีสินค้าจากประเทศอื่นๆ ต้องการแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาดไป ดังนั้นการขยายกิจการโดยไม่ได้ขยายฐานการผลิต อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการรับมือของเขตเศรษฐกิจอาเซียนในระยะเวลาอันใกล้นี้ 

 

การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ การค้าขายมีการดำเนินการอยู่ตลอดเวลาแต่การลดกติกาต่างๆ ทั้งด้านกฎหมายและภาษี จะดำเนินการมากขึ้นในช่วงเวลานี้ และจะเป็นผลให้การค้าขายและการดำเนินกิจกรรมทางการค้าการผลิตต่างๆ ดำเนินการได้ง่ายขึ้นในไม่ช้า สำหรับไทย ดูเหมือนมีภาษีที่ดีกว่าทั้งด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ความเชี่ยวชาญ ความมีฝีมือ คงต้องนำเอาจุดแข็งเหล่านี้มาพัฒนาต่อ เพื่อให้ยืนอยู่ในเวทีนี้ได้ยั่งยืน และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะกำลังซื้อที่ดีขึ้นช่วงที่ผ่านมา อย่าลืมหาเวลาเพิ่มประสบการณ์กับประเทศเพื่อนบ้านบ้างนะครับจะได้ไม่ตกเทรนด์ 

 

หากมีคนถามว่า แล้วประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะมีปัญหาเหมือนสหภาพยุโรปหรือไม่ สำหรับผมคิดว่าแนวทางในการดำเนินการต่างกัน และการดำเนินการที่เราดำเนินการอยู่นั้นไม่ได้ขัดต่อธรรมชาติในการค้าขายนัก หากเป็นการสนับสนุนกิจกรรมให้มีการดำเนินการได้มากขึ้น และคล่องตัวขึ้นมากกว่าจึงไม่เหมือนกันครับ