วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน

ลองกลับขั้วกลับข้าง หันมาคิดในมุมใหม่ ศักยภาพที่ซ่อนเร้นอาจฉายแสงออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ

 เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้รับคำแนะนำให้ "ลืม" กับอดีตหรือเหตุการณ์แย่ๆที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต นั่นอาจจะเป็นวิธีคิดของใครหลายๆคน ไม่ต่างจากการที่เมื่อเราได้ประสบเหตุกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน หรืออยู่ในเหตุการณ์ร้ายๆ การปลอบประโลมให้คนคลายทุกข์โศก หรือสลัดเอาสิ่งเลวร้ายออกไปจากหัวสมอง ด้วยการโยนให้เป็นภาระของ “กรรมเก่า” “โชคชะตา” หรือ “ดวงไม่ดี” เป็นวิธีการที่สั้น กระชับ ง่าย และได้ผลมาตลอด


 แต่อีกความคิดเห็นหนึ่งก็แย้งว่า “ไม่ควรจะลืม แต่ควรจะจำไว้” โดยเฉพาะไม่ใช่จำแค่เหตุการณ์เท่านั้น แต่ที่สำคัญเหนือกว่านั้นคือ ควรจะหาเหตุจากผลที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงหรือป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำอีก การที่เราทำอะไรซ้ำๆตามๆกัน และคิดว่านั่นคือสิ่งที่ใช่และถูกต้องนั้น อาจต้องกลับมาคิดใหม่ เพราะแค่เปลี่ยนความคิดชีวิตก็เปลี่ยนได้จริงๆ


 เมื่อวันหยุดยาวสงกรานต์ในเดือนที่ผ่านมา ผมได้ใช้เวลาอยู่ที่บ้านในกรุงเทพแทนที่จะไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดเหมือนกับที่คนส่วนใหญ่ทำ นั่นเป็นเพราะว่ามันคือช่วงเวลาทองของการทำอะไรมากมายหลายอย่างได้ในวันเดียวกัน โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาอยู่บนถนน และเผาผลาญน้ำมันให้สิ้นเปลืองไปเปล่าๆ แต่กระนั้นผมก็ยังได้มีโอกาสหยิบหนังสือมาอ่านในช่วงว่างแบบสบายใจ


 ผมได้ข้อคิดดีๆ จากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งชื่อว่า You Already Know How to be Great แต่งโดย Alan Fine ได้เล่าประสบการณ์ที่หลากหลายของการเป็นโค้ชให้กับมากมายหลายคน เขากล่าวว่า คนส่วนใหญ่ต้องการปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ดูเหมือนว่าทุกคนก็รู้ว่าต้องทำ “อะไรบ้าง” จึงจะเพิ่มประสิทธิภาพของตนเองให้สูงขึ้นได้ แต่เราอาจไม่รู้ “วิธีที่ถูกต้อง”


 ความจริงแล้วทุกคนมีศักยภาพที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเองให้ดีขึ้นได้อยู่แล้ว แต่ศักยภาพนั้นกลับถูกขัดขวางด้วย “ตัวเราเอง” ไม่ใช่ใครอื่นใดเลย และไม่ใช่ว่าเราขาดอะไรภายนอก ดังที่เราวิ่งไล่ไขว่คว้าหาอยู่ เพียงแค่เราตั้งสติ หันมาใส่ใจในสิ่งที่ควรใส่ใจในตัวเรา และหยุดความพยายามที่จะควบคุมคนอื่น หรือสภาพแวดล้อมรอบกาย


 ก่อนหน้านั้น Fine ก็เชื่อเหมือนกันคนส่วนใหญ่ว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะเพิ่มประสิทธิภาพคือ ต้องเพิ่มความรู้ วิธีนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่า “เรายังขาดบางอย่างอยู่” และจำเป็นต้องเพิ่มความรู้จากภายนอกเข้าไปเติมในส่วนที่ขาดในตัวเรา นี่คือวิธีที่คนและองค์กรส่วนใหญ่ใช้ เพราะคิดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้


 วิธีนี้สะท้อนว่า ทุกคนต่างคิดว่าปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ เกิดจากการขาดความรู้ จึงมองหาความรู้ใหม่ๆเป็นวิธีแก้ปัญหา จนทำให้ทุกองค์กรจึงทุ่มเทงบประมาณไปกับการฝึกอบรม โดยอาจลืมไปว่าการเรียนรู้สามารถทำได้มากมายหลายหลายวิธี


 แน่นอนว่าการขาดความรู้บางครั้งก็เป็นปัญหาจริงๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดที่ขัดขวางประสิทธิภาพของเรา ไม่ใช่เพราะเรา “ไม่รู้” ว่าต้องทำอะไร หรือทำอย่างไร แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมที่จะลงมือทำในสิ่งที่เรารู้ต่างหาก ดังนั้นแทนที่จะทั้ง “อบ” และทั้ง “รม” พนักงานของตนเอง เปลี่ยนมาเป็นส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จนได้ Good Practice ที่เกิดขึ้นในองค์กรดีกว่า


 นอกจากจะทำให้ทุกคนมีความสามารถในการประยุกต์ความรู้ที่มีกับสถานการณ์ต่างๆแล้ว ยังทำให้เกิดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติใหม่ๆ และเมื่อมีการจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ ก็จะกลายเป็นฐานความรู้ (Knowledge Base) ที่สามารถนำไปต่อยอดต่อไปได้ในอนาคต ที่สำคัญทักษะในการแก้ปัญหาหรือแสวงหาโอกาสที่สร้างสรรค์ใหม่ๆ ก็จะมีความแหลมคม จนดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆทีเดียว


 ถ้าปัจจุบันหรือที่ผ่านมาเรามีความคิดเห็นกับประเด็นต่างๆในชีวิตไว้อย่างไร ลองกลับขั้วกลับข้าง แล้วหันมาคิดในมุมใหม่ ศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเราอาจจะฉายแสงเปล่งประกายออกมาให้เราเห็นได้อย่างไม่น่าเชื่อ อาทิ ในอดีตเราอาจคิดว่าการเรียนหนังสือ หรือการพัฒนาตัวเอง เป็นไปเพื่อไปหางาน  จึงมุ่งที่จะเลือกเรียนในสาขาที่คิดว่าหางานง่าย แต่อาจจะไม่ตรงกับจริตหรือความฝันที่อยู่ภายในตัวเรา เพียงแค่เราเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า การเรียนเป็นส่วนหนึ่งของงานและการดำรงชีวิต เราก็จะเรียนรู้ได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด โดยเลือกเรียนในสิ่งที่ใช่และทำในสิ่งที่ชอบ


 หรือในอดีตอาจคิดว่าการทำงานของเรา เพื่อยังชีพสร้างฐานะทางครอบครัว ใจจึงจดจ่อแต่เงินเดือนสวัสดิการ และพร้อมที่จะลาออกจากงานไปที่ใหม่ทันทีที่มีโอกาสที่ดีกว่า แต่นั่นอาจไม่ยั่งยืนเมื่อพบว่าประสบการณ์ไม่แน่นพอ จนอาจเข้าข่ายโตง่ายแต่ตายเร็ว คือ ตันในอาชีพ


 หรือแม้แต่การใช้ชีวิตครอบครัวที่บางครั้งอาจหลงลืมคนรอบข้างไปบ้าง แต่ถ้าย้อนกลับมามองหุ้นส่วนในชีวิต เดินเคียงข้างแสวงหาประสบการณ์ร่วมกัน นั่นอาจทำให้ชีวิตคู่ยืนยาวแบบไม่มีปากเสียง หรือต้องแยกทางกันไปในที่สุด ยังมีอีกมากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพร่างกาย การบำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือสังคม หรือแม้แต่การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง


 ถ้าเป็นไปเพื่อการเรียนรู้และแสวงหาในทุกช่วงเวลา มากกว่าการกอดรัดเป้าหมายที่คิดไว้แต่แรก โดยไม่ยอมที่จะเปิดหูเปิดใจรับฟังเหตุผลอื่นๆ ก็อาจทำให้เราได้โอกาสดีๆที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิตก็เป็นไปได้