ดิฉันเคยเขียนเรื่องอาหารแพงไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554 เมื่อดัชนีราคาอาหารโลกพุ่งขึ้นไปสูงเป็นประวัติการณ์ มาวันนี้มีรายงานฉบับล่าสุด
ขององค์การอาหารและเกษตร ขององค์การสหประชาชาติ หรือ FAO ออกมา เห็นว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจจึงอยากจะนำมาเขียนสรุปให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ
จากข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนเมษายน 2555 พบว่าราคาอาหารของโลกโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากเดือนมีนาคม แต่ยังทรงตัวอยู่ในระดับที่สูง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีเดือนไหนที่ดัชนีราคาอาหารของ FAO ขึ้นไปสูงเท่ากับเดือนกุมภาพันธ์ 2554 (แสดงโดยเส้นสีส้ม)
FAO มองว่าผลผลิตธัญพืชในปีนี้น่าจะออกมาน่าพอใจ ยกเว้น ข้าวสาลี ซึ่งจะมีปริมาณผลผลิตลดลง เนื่องจากความแห้งแล้งในเอเชียกลางและแอฟริกาตอนเหนือ ทั้งผลผลิตของออสเตรเลียก็ลดลง เนื่องจากเกษตรกรคาดว่าราคาจะตกจึงหันไปปลูกพืชอื่น ราคาข้าวสาลีในสี่เดือนแรกของปีนี้ ลดลง 19.9% เมื่อเทียบกับสี่เดือนแรกของปีที่แล้ว
สำหรับ ข้าว นั้น ราคาได้ลดลงมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2554 เนื่องจากนโยบายข้าวราคาสูงของไทย ทำให้การส่งออกจากไทยลดลง แต่ปริมาณในตลาดโลกไม่ลดลงเนื่องจากอินเดียกลับมาส่งออกข้าวอีกครั้งหนึ่ง หลังจากหยุดส่งออกไปพักใหญ่ FAO คาดว่าปริมาณส่งออกข้าวของไทยจะลดลงอย่างมาก เนื่องจากราคาสูง ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
โดยราคาข้าวในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2555 ลดลง 6.8% เมื่อเทียบกับ สี่เดือนแรกของปี 2554 คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวในปีนี้จะเพิ่มขึ้น และราคาจะทรงๆ หรืออาจจะลดลงในหลายภูมิภาค โดยคาดว่าผลผลิตข้าวจะเกินกว่าปริมาณความต้องการบริโภคอีก 7-8 ปีต่อจากนี้
น้ำตาล ในปีนี้คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น 4.6% และน่าจะเกินความต้องการ ซึ่งจะช่วยให้ปริมาณสต็อกน้ำตาลที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำดีขึ้น โดยถึงแม้ว่าผลผลิตน้ำตาลในบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของโลกจะลดลง เนื่องจากสภาพอากาศไม่ดี และพื้นที่ปลูกอ้อยลดลง แต่ก็มีผลผลิตของประเทศอื่นๆ มาชดเชย เช่น อินเดียและไทย
ท่านทราบหรือไม่ว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อันดับสองของโลก แม้ผลผลิตจะมาเป็นอันดับที่ 5 รองจาก บราซิล อินเดีย สหภาพยุโรป (EU) และจีน แต่เราบริโภคในประเทศไม่มาก เราจึงส่งออกได้มาก โดยคาดว่าผลผลิตน้ำตาลของไทยในปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว และอินเดียมีพื้นที่ปลูกอ้อยเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาน้ำตาลที่ขึ้นไปสูงสุดในปี 2552 จูงใจให้คนปลูกอ้อยเพิ่ม
ปลาและสัตว์น้ำ ผู้บริโภคมีความต้องการบริโภคปลาและสัตว์น้ำเพิ่ม โดยผลผลิตจากฟาร์มเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้น 5.8% ในขณะที่ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้น่าจะลดลง 0.4%
เนื้อสัตว์ คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 302 ล้านตันในปีนี้ โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากหมูและสัตว์ปีก ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ราคาเนื้อสัตว์ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 3.3% เมื่อเทียบกับสี่เดือนแรกของปี 2554 สาเหตุหลักของราคาที่เพิ่มขึ้นมาจากภัยแล้งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเนื้อสัตว์รายใหญ่ ทำให้ราคาเนื้อสัตว์ในต้นปีนี้สูงใกล้เคียงกับจุดสูงสุดในไตรมาสแรกของปี 2554 ทั้งนี้ การผลิตเนื้อสัตว์ปีนี้จะขึ้นอยู่กับราคาอาหารสัตว์และโรคระบาดสัตว์ด้วย
น้ำมันและไขมัน คาดว่าผลผลิตทั่วโลก 450.9 ล้านตัน ลดลง 3.7% ในช่วงสี่เดือนแรกของปีนี้ ราคาพืชน้ำมันและไขมันลดลง 7 ถึง 8.9% เมื่อเทียบกับสี่เดือนแรกของปีก่อน
สำหรับ นมและผลิตภัณฑ์นม คาดว่าผลผลิตทั่วโลกในปีนี้เท่ากับ 750.1 ล้านตันเทียบเท่านม โดยเพิ่มขึ้น 20 ล้านตัน หรือ 2.7% จากปีก่อน ในขณะที่ราคาคาดว่าจะลดลง 13.4%
จากข้อมูลของ FAO ปีนี้โลกของเราผลิตอาหารได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การบริโภคก็มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย สถิติการบริโภคอาหารต่อคนมีดังนี้
ในปี 2555 คาดว่าเราจะบริโภค ข้าวสาลีเฉลี่ย 67.5 กิโลกรัมต่อคนลดลง 0.2 กิโลกรัม หรือลดลง 0.3% ข้าว 56.7 กิโลกรัม เพิ่มขึ้น 0.3 กิโลกรัมจากปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 0.5% ธัญพืช 29.4 กิโลกรัมต่อปี เพิ่มขึ้น 0.7% ปลาและสัตว์น้ำ 19.2 กิโลกรัม เพิ่มขึ้น 0.4 กิโลกรัม หรือ 2.6% นมและผลิตภัณฑ์นม 106.1 กิโลกรัมเทียบเท่านม เพิ่มขึ้น 1.6 กิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 1.6% เนื้อสัตว์ 42.5 กิโลกรัมต่อปี เพิ่มขึ้น 0.2 กิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 0.5% โดยในประเทศพัฒนาแล้ว บริโภคเนื้อสัตว์เฉลี่ยคนละ 78.4 กิโลกรัมต่อปี ลดลง 0.5% และคนในประเทศกำลังพัฒนา บริโภคเนื้อสัตว์ คนละ 32.8 กิโลกรัมต่อปี เพิ่มขึ้น 1.5%
ราคาอาหารที่ FAO รายงาน เป็นราคาขายส่งของอาหารที่อยู่ในลักษณะวัตถุดิบ ซึ่งไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่าความต้องการบริโภคจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องถือว่าราคาอยู่ในระดับสูง
กว่าอาหารจะมาถึงมือผู้บริโภค แม้จะเป็นอาหารสด เพื่อนำมาปรุงเอง หรือไม่ได้ปรุงเอง คือ บริโภคอาหารสำเร็จรูป หรือกึ่งสำเร็จรูป ราคาก็จะสูงขึ้น เนื่องจากต้องมีการขนส่ง มีค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าเก็บรักษา มีค่ากำไรของผู้ขาย ฯลฯ สาเหตุหลักๆ ของการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอาหาร เนื่องมาจากค่าพลังงานสูงขึ้น ราคาอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น (ราคาเนื้อสัตว์ที่ต้องกินอาหารเหล่านี้จึงเพิ่มขึ้นตาม) ค่าบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น กฎเกณฑ์เรื่องความปลอดภัยของอาหารได้เพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิต และค่าแรงงานเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งตอนนี้เราๆ ท่านๆ ตระหนักกันดี
เขียนถึงอาหารทำให้รู้สึกหิว ขออนุญาตไปรับประทานอาหารก่อนนะคะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ






