ถึงตอนนี้แล้วคงไม่มีนักเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คคนไหนที่ไม่รู้จัก อินสตาแกรม (Instagram)
ถึงตอนนี้แล้วคงไม่มีนักเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คคนไหนที่ไม่รู้จัก อินสตาแกรม (Instagram) จากข่าวที่แอพตัวนี้โดดเด่น จน เฟซบุ๊ค ถึงกับต้องขอซื้อเพื่อต่อยอดธุรกิจ ด้วยมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท เรียกเสียงความสนใจของถนนสายโซเชียลเน็ตเวิร์คให้มุ่งหน้ามาโฟกัสที่ดาวเด่นดวงนี้แบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ถ้าจะพูดง่ายๆ อินสตาแกรม คือแอพพลิเคชั่นที่ให้โหลดผ่าน ไอโอเอส ของไอโฟน ลักษณะความเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คก็เหมือนกับ เฟซบุ๊ค คือ เราสามารถสร้างคอนเทนท์แล้วแชร์ออกไป จากนั้นก็เรียกเพื่อนมาช่วยกันคอมเมนท์ต่อๆ กันไป
สิ่งที่แตกต่างจาก เฟซบุ๊ค คือ อินสตาแกรม จะโฟกัสไปที่รูปภาพ ใครที่จะเล่นแอพพลิเคชั่นนี้ได้ ก็ต้องมีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่มีกล้องถ่ายรูป แล้วตกแต่งรูปภาพให้สวยงาม มีเอฟเฟคท์ มีกรอบรูป แต่งสีรูปได้ง่ายๆ หลังจากนั้นก็แชร์รูปด้วยบัญชีของเรา แล้วก็มานั่งลุ้นว่าจะมีเมนท์ มีไลค์ มากน้อยแค่ไหน
ด้วยไอเดียง่ายๆ เท่านี้ละครับ อินสตาแกรม แจ้งเกิดในช่วงเวลาแค่ครึ่งปีเท่านั้น จุดสำคัญของแอพพลิเคชั่นนี้คือกล้องถ่ายรูปนั่นละครับ แล้วก็ต่อยอดนิดหน่อยด้วยการใส่เอฟเฟคท์ให้รูปภาพต่างๆ สวยงาม ก่อนจะอัพขึ้นไปโชว์ใครต่อใคร
แบรนด์หรือองค์กรต่างๆ จะทำอย่างไรดี ก็ง่ายๆ ครับ รูปภาพนี่เล่นง่ายกว่าข้อความเยอะเลย หามุมหาเรื่องราว เช่น กิจกรรมทางการตลาดที่มีมุมแบบเก็บตกหน่อย อย่าไปเซต อย่าไปตั้งใจมาก เหมือนที่ดารายอดนิยมเดี๋ยวนี้เขาชอบพูดว่า “เกรียน” นั่นละครับ
อะไรเกรียนๆ สนุกๆ ไม่ต้องทางการมาก ก็โพสต์ก็อัพกันเข้ามาได้
หรือบางครั้งกิจกรรมกรรมทางการตลาดที่มีดารา หรือผู้มีชื่อเสียงเป็นส่วนหนึ่งของงาน เราก็อาจจะขอเรียกใช้บริการเพิ่มเติมสักหน่อยเป็นภาพ “เกรียนเก็บตก” อะไรแบบนั้นก็ไม่เสียหายอะไร ลองหามุมหรือมุกอะไรที่ไม่ต้องทางการมาก สื่อสารได้ง่ายๆ สนุกๆ ผมก็คิดว่าเข้าท่าเข้าทางดีเหมือนกัน
ลูกค้าที่ผมดูแลแบรนด์ให้อยู่ตอนนี้ เราก็เริ่มทดสอบสร้าง อินสตาแกรม ให้บ้างแล้ว กำลังอยู่ในช่วงสนุก เพราะต้องคิดมุกคิดมุมให้สนุกๆ มาโพสต์ใส่ไว้ ก็เริ่มทำไปก่อน เดี๋ยวคงจะมาเล่าให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันในคราวต่อไป
เทรนด์ของโซเชียลเน็ตเวิร์คปีนี้เริ่มแตกหน่อออกมาจาก เฟซบุ๊ค กันมาก ถ้าจะเรียกว่านี่เป็นสัญญาณหนึ่งของบรรดาโซเชียลเน็ตเวิร์คที่เกิดขึ้นใหม่ก็ว่าได้ครับ
ไม่มีอะไรอยู่ยงในโลกของดิจิทัล ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เพียงแต่ว่าจะไปเร็วหรือช้าเท่านั้นเอง ถ้าถามว่า “มันจะไปทางไหน” ผมตอบได้เลยว่ามันจะเคลื่อนย้ายมวลสารมาอยู่ที่ โมบายล์แพลตฟอร์ม
แบรนด์ของคุณควรพร้อมรับเทรนด์ของการถ่ายโอนมาสู่ยุค โมบายล์ บรอดแบนด์ ที่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะเปลี่ยนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์มาสู่หน้าจอมือถือ หน้าจอแท็บเล็ต
ในอีกไม่เกิน 1-2 ปี เมื่อเมืองไทยมี 3จี หรือ 4จี ก็จะเป็นจุดสิ้นสุดของการโอนย้ายของยุคอนาล็อกมาสู่ยุคดิจิทัลไลฟ์สไตล์ 100% ด้วยการขับเคลื่อนของพลเมืองยุคใหม่อย่างกลุ่ม เจนวายและเอ็ม นั่นคือกลุ่มพลังเศรษฐกิจใหม่ที่จะมากุมตลาดไว้นั่นเองครับ






