ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจใดๆก็ต้องการความสำเร็จกันทั้งนั้น
แต่การที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีทั้งการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างเป็นขั้นเป็นตอนสม่ำเสมอ เพื่อให้เห็นว่าองค์กรนั้น ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่เป็น Jurassic Park จนอาจจะต้องพับฐานไปในที่สุด
องค์กรธุรกิจมีลักษณะไม่ต่างจากสินค้าที่ผลิตออกจำหน่าย นั่นคือต้องพัฒนาให้ใหม่อยู่เสมอ ต้องมี Innovation& Improvement แต่ขั้นตอนหรือกระบวนการก็ยากเย็นอยู่เพราะเกี่ยวเนื่องกับหลายปัจจัย :
หนึ่งคือเวลา จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเสียที
สองคือการเริ่มต้น ใครจะเป็นผู้ริเริ่ม และจะเริ่มทำอย่างไร
ประการสุดท้ายคือ ขอบเขตการพัฒนา จะเป็นการเปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือทันทีทันใด หรือค่อยเป็นค่อยไป หรือทำแบบกึ่งกลางระหว่างปัจจัยที่หนึ่งและสอง
ถ้าการกำหนดเวลา การเริ่มต้น และขอบเขตการเปลี่ยนแปลงผิดพลาดไปเพียงนิดเดียว ย่อมจะก่อให้เกิดผลเสีย หรือเป็นการเสี่ยงต่อความแข็งแกร่ง และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในองค์กรได้
ตัวอย่างองค์กรที่เผชิญปัญหารุนแรงอันสืบเนื่องมาจากการมองข้ามความสำคัญของการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงคือบริษัทโกดักจากความเป็นเจ้าตลาดตลอดเกือบศตวรรษ ในช่วงทศวรรษที่80โกดักเผชิญปัญหาหนักหน่วง เริ่มจากการที่บริษัทฟูจิวางตลาดฟิล์มสีที่มีราคาถูกกว่าฟิล์มโกดักถึง 20%ทำให้ยอดขายของโกดักตกฮวบ การยึดติดอยู่กับลักษณะธุรกิจเดิมๆ โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมที่ไม่หยุดอยู่กับที่ แต่ผันตัวเองไปสู่ยุคดิจิทอล กว่าผู้บริหารของโกดักจะตระหนัก ก็สายเกินแก้เสียแล้ว
หลายคนกล่าวว่าความล้มเหลวของโกดักเกิดจากการนิยามตนเองว่า เป็นบริษัทธุรกิจฟิล์ม แทนที่จะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์การถ่ายภาพ(Photography business)ถ้าวาง Positioning เป็นประการหลังแล้ว โกดักคงจะได้ปรับปรุงและเปลี่ยนตนเองไปอยู่ในโลกดิจิทอล และรักษาสถานภาพของตนเองเอาไว้ได้
กลยุทธนี้เป็นที่กล่าวขวัญถึงในสถาบันการธุรกิจใหญ่ๆหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Harvard School of Business โดยการยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ได้รับการขนานนามว่า “Marketing Myopia”เมื่อรถไฟสูญเสียลูกค้าหรือผู้โดยสารให้กับรถยนต์และกระบะ ธีโอดอร์ เลวิทท์ กล่าวไว้ในตำราที่เขาเขียนว่า รถไฟวางตัวเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่ง แทนที่จะนึกถึงความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ รถไฟน่าจะเรียกตัวเองว่าเป็น “transportation companies” แทนที่จะเป็น “railroad companies”
ทุกๆองค์กรที่ต้องการประสบความสำเร็จในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง ต้องยอมรับความจริงว่า พนักงานมีความสำคัญเสมือนสมบัติล้ำค่า อย่างที่เรียกว่าเป็น “asset” องค์กรต้องฝึกทักษะให้ เพิ่มศักยภาพให้พนักงานเพื่อทำให้กระบวนการChange & Improveบรรลุเป้าหมาย
ในทุกความเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงคุณภาพ แน่นอนว่าจะต้องเกิดการต่อต้านจากบุคลากรในองค์กร หรือกลุ่มคนที่มีส่วนได้รับการกระทบจาก Change & Improveที่กำลังจะเกิดขึ้น เหตุผลก็คือความหวาดกลัวในสิ่งที่ตนเองยังจับต้องไม่ได้ กลัวที่จะสูญเสียอำนาจ สิ่งที่เคยได้-เคยเป็น หรือเพราะขาดแรงกระตุ้นให้เปลี่ยนนิสัยจากเดิมๆ ถ้าอยากได้รับแรงสนับสนุนในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารมีหน้าที่ต้องอธิบายข้อดีที่ทุกคนจะได้รับอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดการ buy-in และก้าวเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบกลไก วางกลยุทธ์และช่วยการดำเนินกระบวนการ นั่นเป็นการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของให้พนักงาน ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในที่สุด
อุตสาหกรรมอีกประเภทหนึ่ง ที่เห็นได้ชัดเจนว่ามีการChange & Improveอย่างไม่หยุดยั้ง และประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องคือ Automobile industry อุตสาหกรรมที่ผลิต Passenger cars
ทุกครั้งที่มีการวางตลาดรถรุ่นใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นรถแบรนด์ไหนๆ มักจะมีนโยบายในการ Change & Improve ต่อเนื่องเป็นระยะๆ การปรับปรุงซึ่งมักจะทอดเวลาหลังออกโมเดลใหม่ประมาณสองปี เรียกว่าเป็นMinor change และเปลี่ยนโฉมโดยสิ้นเชิงในอีก2 หรือ 3 ปีต่อมา
Change & Improveนี้ เป็นกลยุทธ์ระยะยาวที่ทำให้รถเหล่านั้น ยังอยู่ยงคงเป็นแบรนด์ผู้นำตลาด Passenger Car จนทุกวันนี้ และยังเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความปรองดองภายในองค์กรอย่างได้ผลดียิ่ง
ถึงเลาหรือยัง ที่องค์กรของคุณจะใช้กลยุทธ์Change & Improve นี้?






