เชื่อมั้ยครับว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญหลายประการที่ทำให้แอมเวย์ ธุรกิจเครือข่ายที่ผมได้รับโอกาสเป็นผู้บริหารกว่ายี่สิบปีเจริญเติบโตถึงทุกวันนี้
มาจากเรื่องพื้นฐานการบริหารง่ายๆ เป็นเพราะเรากล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองชนิดที่ใครๆ หลายคนนึกไม่ถึง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราปรับความคิดเดิม ไม่เพียงแต่มองว่าเราเป็นธุรกิจเครือข่ายขายตรง แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจค้าปลีกซึ่งมีขนาดตลาดใหญ่โตกว่ามหาศาล
ในการบริหารธุรกิจที่มียอดขายสูงๆ แทบทุกแห่ง มีข้อมูลสถิติอะไรหลายๆ อย่างในมือมาใช้เป็นตัวชี้วัดอนาคต โดยหวังว่าจะช่วยให้มองทะลุไปถึงศักยภาพของตลาดที่แท้จริง เพื่อเตรียมตัววางแผนในอนาคตได้อย่างแม่นยำ กระนั้นก็ตาม ตัวเลขเชิงสถิติก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จทั้งหมดอยู่ดี
ความจริงคือ ถึงแม้เราพยายามเสาะหาข้อมูลเชิงลึกจากทุกแหล่งมาพิจารณา แต่ก็ยังยากที่เราจะทำนายอนาคตว่า อีก 3 ปีหรือ 5 ปีข้างหน้า พฤติกรรมผู้บริโภคจะเป็นอย่างไร มีเทรนด์อะไรใหม่ๆ ที่เข้ามาแปรเปลี่ยนพฤติกรรมผู้คนไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะผู้บริโภคคนไทยมีรายละเอียดมากมายที่นึกไม่ถึง
ตัวอย่างง่ายๆ ใครจะคิดว่าประเทศอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรน้ำแบบเมืองไทย จู่ๆ ตลาดเครื่องกรองน้ำเกิดเติบโตชนิดมหาศาล
ผมยังจำครั้งที่เราเปิดตัวเครื่องกรองน้ำดื่มในครัวเรือนแอมเวย์ร่วมๆ ยี่สิบปีที่แล้ว แรกๆ เราตั้งเป้ายอดขายไว้จำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่พอเวลาจริงกลับกลายเป็นตลาดมีความต้องการมากกว่าประมาณการไว้หลายเท่าตัว ความสำเร็จของเครื่องกรองน้ำแอมเวย์ทำให้ค่ายอื่นๆ นำสินค้าตัวนี้มาจำหน่ายกันเป็นแถว
ยอดขายของเครื่องกรองน้ำแอมเวย์เป็นตัวอย่างหนึ่งซึ่งสะท้อนถึง Hidden demand (ความต้องการที่มองไม่เห็น) ต่อให้มีตัวเลขสถิติหรือผลวิจัยมากมายในมือก็ช่วยอะไรไม่ได้
แจ็ค เวลช์ อดีตซีอีโอผู้ยิ่งยงของจีอี แม้จะเกษียณจากจีอีไปนาน แต่แนวคิดหลายๆ อย่างของเขาไม่เคยมีคำว่าล้าสมัย ข้อเขียนหลายๆ ชิ้นของแจ็คมักตั้งคำถามให้ฉุกคิดเสมอ...เรากำลังอยู่ในธุรกิจอะไร เรากำลังทำธุรกิจอะไร
จริงอยู่ความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับแอมเวย์ จะมาจากแรงบันดาลใจหลายๆ สิ่ง
ทั้งจากแนวทางของบริษัทแม่ จากการพูดคุยกับบรรดานักธุรกิจแอมเวย์ การประชุมกับเพื่อนร่วมงาน แต่การปรับโฟกัสใหม่ว่าเราคือส่วนหนึ่งของธุรกิจค้าปลีกก็ได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ของ แจ็ค เวลช์ มิใช่น้อย
จากคำถามว่า “เราอยู่ในธุรกิจอะไร” คำตอบคงเป็นอื่นไม่ได้ “แอมเวย์อยู่ในธุรกิจเครือข่าย” เราเป็นคนสร้างระบบการตลาดหลายชั้นเอ็มแอลเอ็ม (Multi-level Marketing) ไปทั่วโลก
ขณะเดียวกัน สามารถมองได้เช่นกันว่า นอกจากจะอยู่ในธุรกิจเครือข่าย เรายังเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจค้าปลีกด้วยเช่นกัน เราต้องการที่จะครองใจผู้บริโภคในการทำตลาดค้าปลีกเหมือนกัน
ขณะที่เรามองว่าเรายิ่งใหญ่เป็นผู้นำของตลาดในธุรกิจเครือข่าย แต่เมื่อนำไปเทียบกับยอดขายของเทสโก้โลตัส หรือ เซเว่นอีเลฟเว่น จะไม่มีทางนำตัวเองไปเปรียบเทียบได้เลย หรือถ้านำมูลค่าขนาดตลาดขายตรงรวมซึ่งมีตัวเลขกว่า 65,000 ล้านบาทในปี 2554 ไปเปรียบเทียบกับมูลค่าตลาดค้าปลีกของประเทศ ซึ่งสมาคมผู้ค้าปลีกไทยประเมินว่าในปีนี้จะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ยิ่งไปกันใหญ่
คำตอบที่ได้รับเกิดเป็นคำถามตามมา เราจะอยู่ในโลกใบเล็กๆ (ธุรกิจเครือข่าย) ของเราต่อไป หรือก้าวไปอยู่ในโลกใบใหม่ (ตลาดค้าปลีก) ที่ถึงแม้ว่าตัวเราจะเล็กลง แต่มีขนาดตลาดมหาศาลกว่ามาก เราจะเลือกกำหนดอนาคตของเราอย่างไร
ถ้าเราคิดว่าอยากอยู่ในโลกใบเล็กๆ ต่อไป เราก็ไม่ต้องทุ่มเทอะไรมาก เพราะถึงอย่างไรด้วยผลิตภัณฑ์สินค้า ด้วยระบบผลตอบแทน บวกกับศักยภาพนักธุรกิจแอมเวย์ เราน่าจะยึดครองตำแหน่งผู้นำตลาดต่อเนื่องไปได้อีกนาน
ตรงกันข้าม ถ้าต้องการเข้าสู่สนามค้าปลีก มีอาณาบริเวณมหาศาล เราต้องทำงานอีกเยอะมาก ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่เข้มข้นกว่าเดิม ซึ่งความเป็นจริงโดยศักยภาพของเราทำอะไรได้อีกเยอะ สามารถเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ เพิ่มกลยุทธ์ใหม่ๆ ใส่เข้าไป อีกทั้งที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์ของเราได้รับการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอยู่แถวหน้า
เมื่อมองเรื่อง Brand recognition ชัดเจนว่า เรามีแต้มต่อด้านนี้ไม่น้อย ไม่รวมถึงขีดความสามารถของนักธุรกิจแอมเวย์อีกเป็นแสนชีวิต เมื่อบวกกับแรงสนับสนุนของเพื่อนพนักงานและโครงสร้างการสนับสนุนของบริษัทระดับโลก
ในที่สุด เราก็เลือกเดินหน้าก้าวสู่สนามธุรกิจการค้าที่ใหญ่กว่า...แต่ด้วยวิธีการของเราเอง โดยปัจจุบันมีนักธุรกิจแอมเวย์กว่าสามแสนรหัสดำเนินกิจการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับบริษัทแอมเวย์ บริหารงานกิจการการตลาดแบบเถ้าแก่น้อย (Micros Entrepreneur) สไตล์แอมเวย์






