วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยักษ์สะดุด (จบ)

ภาวะวิกฤติของบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของญี่ปุ่น ที่ประสบปัญหาขาดทุนเป็นประวัติการณ์ปีที่แล้ว สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบริหารจัดการ

โดยเฉพาะด้านต้นทุนที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญ ที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่มีความสามารถทางการแข่งขันมากพอเมื่อเทียบกับเกาหลี จีน หรือไต้หวัน
 

ญี่ปุ่นมีต้นทุนสำคัญ คือ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในอดีต ซึ่งอาจทำให้ยึดติดอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ มานานจนเกินไปและส่งผลต่อการสร้าง “นวัตกรรม” เข้ามาแข่งขันในตลาดทุกวันนี้ แต่ผมเชื่อว่าญี่ปุ่นก็ยังคงความเป็นนักสู้เหมือนเช่นเดิมคือไม่ยอมแพ้ และยังมีของดีอีกมากที่ยังไม่ได้นำออกมาใช้ เพราะยังไม่เห็นแนวทางของตัวเองชัดนัก แต่เมื่อหาตัวเองเจอแล้วก็พร้อมทะยานต่อไปได้ทันที
 

ทุกวันนี้ เราจึงเห็นการปรับตัวขนานใหญ่ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่น เช่น โซนี่ที่นอกจากการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อลดต้นทุนครั้งใหญ่แล้ว เรายังเห็นการยุติการผลิตสินค้าบางรายการที่ไม่ทำกำไร และหันมาทุ่มทุนกิจการที่มีผลตอบแทนสูง หรือมีอนาคตมากกว่า เช่น เครื่องเล่นเกม PlayStation 3 และสมาร์ทโฟน
 

นอกเหนือจากนั้น โซนี่จะเน้นการควบรวมกิจการกับองค์กรที่ตอบสนองการเติบโตด้านรายได้มากขึ้นด้วย เช่น โอลิมปัสที่คนทั่วไปอาจเห็นเป็นแค่ผู้ผลิตกล้องถ่ายภาพ แต่ความเป็นจริงแล้วแผนกที่ทำกำไรให้กับโอลิมปัสได้มากกว่า ก็คือ แผนกเครื่องมือแพทย์ที่ได้อานิสงส์ จากการเติบโตของโรงพยาบาลทั่วโลก
 

อีกประเด็นหนึ่ง คือ การเอาท์ซอร์สซึ่งเป็นทิศทางที่น่าจะเหมาะสมกับจุดเด่นของโซนี่ที่เก่งเรื่องนวัตกรรมและการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงน่าจะทุ่มการลงทุนเรื่องดังกล่าวแล้วค่อยหาแหล่งผลิตใหม่ๆ ที่จัดการต้นทุนได้ดีกว่า
 

แต่ขณะเดียวกัน สินค้าที่ขาดทุนมานานหลายปี เช่น โทรทัศน์จอแบน อาจยังจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไปเพราะนี่คือสินค้าที่เคยสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ให้โซนี่มาก่อน และตลาดนี้ยังแข่งขันได้อีกยาวไกล จึงยังมีโอกาสปรับตัวและพลิกสถานการณ์ขึ้นมาเป็นผู้นำได้
 

ที่สำคัญ ในอีก 2 ปีข้างหน้าโซนี่ก็จะเข้าสู่การปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนตัวผู้นำสูงสุด คือ ซีอีโอคนใหม่ ซึ่งแน่นอนว่านอกจากเข้าใจสินค้าโซนี่ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีแล้วยังต้องมีวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมไปถึงการเชื่อมโยงอุปกรณ์ทุกชิ้นของโซนี่กับโลกของเครือข่ายไร้สายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
 

หันมาดูที่ยักษ์ใหญ่อีกรายหนึ่ง คือ พานาโซนิค ซึ่งในสายตานักวิเคราะห์อาจมองว่าก้าวพลาดไปเมื่อครั้งที่เข้าไปซื้อกิจการของซันโยเข้ามา แต่วันนี้ วิสัยทัศน์ดังกล่าวดูจะเด่นชัดขึ้น เพราะจุดแข็งของซันโยเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม หรือ Green Energy ดูจะสอดคล้องกับทิศทางของธุรกิจและอุตสาหกรรมปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง การลงทุนด้านนี้ เช่น การเพิ่มพลังงานทดแทนด้วยแผงโซลาร์เซลล์ จึงเป็นแนวทางที่ได้รับการตอบรับมากขึ้นเรื่อยๆ และพานาโซนิคก็มีคำตอบสำหรับเรื่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว
 

อีกหนึ่งบริษัทที่ขาดทุนเป็นประวัติการณ์เช่นกัน คือ ชาร์ป ที่ผู้อ่านหลายท่านอาจยังไม่ทราบว่าโทรทัศน์จอแบนที่พัฒนาการเป็นจอแอลอีดีในวันนี้เกิดจากการคิดค้นของชาร์ปเมื่อปี 1999 และทุกวันนี้ ชาร์ปก็ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตโทรทัศน์จอแบนขนาดใหญ่ที่ดีที่สุด
 

จริงอยู่ว่าจอภาพขนาดมาตรฐานในท้องตลาด คือ ต่ำกว่า 50 นิ้วลงมาคงเป็นของสองผู้ผลิตจากเกาหลีที่ทำต้นทุนได้ดีจนครองตลาดได้มากกว่า 30% แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่า ตลาดนี้มีอัตราส่วนผลกำไรที่น้อยมาก เพราะแข่งขันกันสูงที่สุด
 

ตลาดของชาร์ปที่โดดเด่น คือ จอระดับ 60 นิ้วขึ้นไป ซึ่งมีผู้แข่งขันไม่มากนัก และระดับราคาก็ยังคงสูงมากอยู่ รวมถึงมีโอกาสเติบโตอีกมากโดยเฉพาะตลาดอเมริกาและยุโรปที่มีกำลังซื้อสูง ทิศทางของชาร์ปปีนี้จึงน่าจะดีกว่าปีที่แล้ว
 

นอกเหนือจากยักษ์ใหญ่ 3 รายนี้แล้ว ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่นอีกหลายรายที่แม้จะไม่ขาดทุนแต่ก็มีผลประกอบการและผลกำไรลดลง เช่น ฮิตาชิ โตชิบา ซึ่งทุกรายล้วนหาทางปรับตัวครั้งใหญ่ด้วยนวัตกรรมและการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่
 

สุดท้ายแล้วจะมีใครรอด หรือจะมีใครรุ่ง คงไม่มีใครบอกได้ แต่สิ่งที่เห็นครั้งนี้ คือ ความไม่ถาวรของโลกธุรกิจที่ไม่มีใครเป็นที่หนึ่งได้อย่างยั่งยืน เพราะไม่มีใครตัดสินให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นแชมป์ได้นอกจากผู้บริโภค ซึ่งต้องหาทางจับใจให้ได้ด้วยการบริหาร การจัดการต้นทุน นวัตกรรม เทคโนโลยี การออกแบบ ฯลฯ
 

เช่นเดียวกับที่ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นกำลังปรับตัวที่แม้จะยังบอกไม่ได้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่ความพยายามครั้งนี้ก็เท่ากับเปิดโอกาส “จับใจ” ผู้บริโภคได้อีกครั้ง ซึ่งก็เท่ากับเป็นโอกาสเข้าสู่ความสำเร็จได้เช่นกัน