คนที่ได้เงินเพิ่มมาก็ไม่ได้เพิ่มมากไปกว่าค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น เพราะค่าของเงินเล็กลง ซื้อของได้น้อยลง
ข้าวแกงที่เคยกินกันทุกเช้าจานละ 25 บาท พอย่างเข้าเดือนเมษาฯ ก็ปรับเป็น 40 บาท เพิ่มขึ้น 60% น้ำเต้าหู้ที่กินกันเป็นประจำถุงละ 8 บาท พอถึงเดือนเมษาฯ ก็ปรับเป็น 15 บาท เพิ่มขึ้นเกือบ 90% มะพร้าวอ่อนที่เคยซื้อกินลูกละ 15 บาท พอเดือนเมษาฯ ก็ปรับเป็น 30 บาท เพิ่มขึ้น 100% สินค้าอุปโภคบริโภคต่างก็เข้าแถวขึ้นราคากันยกใหญ่ ธุรกิจบริการ โรงพยาบาล ร้านอาหารต่างก็ขึ้นราคากันแบบก้าวกระโดดตามๆ กัน เช่นนี้แล้วค่าแรงรายวันที่ปรับเพิ่มขึ้น 40% จะมีความหมายอะไร ที่สุดผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมก็ไม่ได้มีฐานะที่ดีขึ้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้ช่วยไปปลดหนี้สินที่เคยมีอยู่ ความคาดหวังที่จะมีเงินออมก็เป็นได้แค่ความฝัน ความคิดที่จะอยู่อย่างสบายขึ้นก็ยังห่างไกลความเป็นจริง
ไม่ว่าจะเป็นเพราะตกอกตกใจ หรือเพราะถือโอกาสปรับขึ้นราคาของเจ้าของกิจการทั้งรายเล็กรายน้อย ต่างก็ใช้วิธีผลักภาระไปที่ผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ใช้สมองน้อยที่สุดในการรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ
อันที่จริง ผู้ที่ได้รับการปรับค่าแรงขั้นต่ำนั้นมีเพียงคนกลุ่มที่ได้รับค่าแรง ต่ำกว่าค่าแรงใหม่ที่รัฐบาลกำหนดให้ปรับในเดือนนี้เท่านั้น ดังนั้น การเพิ่ม 40% จึงไม่ได้เพิ่มให้กับทุกคน เปอร์เซ็นต์การเพิ่มค่าแรงในเดือนเมษายนโดยรวมของแต่ละบริษัทอาจจะสูงหรือต่ำกว่า 40% ขึ้นอยู่กับจำนวนมากน้อยของพนักงานรายวันที่ได้ค่าแรงขั้นต่ำที่ต่ำกว่าเกณฑ์ใหม่ที่มีอยู่ พูดง่ายๆ ไม่ใช่เงินในกระเป๋าของทุกคนจะเพิ่มขึ้น แต่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นทุกคน ค่าของเงินเล็กลง ซื้อของได้น้อยลง คนที่ได้เงินเพิ่มมาก็ไม่ได้เพิ่มมากไปกว่าค่าใช่จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่ม
เพื่อนๆ ผู้บริหารและเจ้าของกิจการหลายคนบ่นให้ฟังว่า จะเป็นไปได้ไหมที่พวกเจ้าของกิจการจะรวมตัวกันไปเดินประท้วงปิดถนนเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้น ผมฟังไปหัวเราะไป ได้แต่เสริมว่า “ยุคนี้เสียงข้างมากเป็นใหญ่ยังไม่รู้อีกหรือ ถูกผิดไม่ได้เป็นสาระสำคัญ แต่ที่จริงนะ ของทุกอย่างก็แพงขึ้นตลอด ค่าขนม ค่าอาหารกลางวัน ค่ารถของลูกๆเราที่ต้องใช้จ่ายไปโรงเรียน เรายังต้องให้เพิ่ม ลองไปคิดดูว่าเมื่อก่อนเคยให้เท่าไร แล้ววันนี้ต้องให้เพิ่มเป็นเท่าไร พวกเราต่างก็ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆนาๆกันมาทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว เวลาดอกเบี้ยขึ้น ค่าธรรมเนียมต่างๆขึ้น เราก็จ่ายให้นายแบงก์ เวลาค่าเช่าสถานที่เพิ่ม เราก็จ่ายให้เจ้าของที่ เวลาวัตถุดิบขึ้นราคา เราก็ต้องจ่ายให้ผู้ขาย เวลาค่าขนส่งขึ้น เราก็จ่ายให้บริษัทขนส่ง เวลาบาทแข็งมากๆ เราก็สูญเสียกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เวลาค่าน้ำค่าไฟเพิ่ม เราก็ต้องจ่ายเพิ่ม อุปสรรคต่างๆ นาๆ วนเวียนเข้ามาให้เราต้องจ่ายเพิ่มเป็นช่วงๆ วันนี้ปัจจัยค่าแรงเป็นตัวแปรสำคัญที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากเข้าใจและเห็นพนักงานเหมือนลูกของเราเอง เราก็ควรจ่าย อีกอย่างการจ่ายครั้งนี้เป็นการจ่ายให้กับคนที่ทำงานให้เรา ซึ่งจริงๆแล้ว ยังดีกว่าการจ่ายให้กับคนนอกเสียอีก อย่าบ่นเลย มาคิดหาทางออกด้วย การบริหารคนอย่างจำกัดแต่เพิ่มศักยภาพให้มากขึ้นจะดีกว่า”
ก่อนอื่นคงต้องแบ่งคนออกเป็นส่วนๆ เช่น กลุ่มที่มีผลต่อการขายโดยตรง กลุ่มที่มีผลต่อการผลิตโดยตรง และกลุ่มที่เป็นผู้สนับสนุนทั้งการขายและการผลิต ทุกภาคส่วนล้วนสำคัญไปหมด ทันทีที่มีข่าวนโยบายปรับค่าแรงตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งเมื่อต้นปีกลาย การเตรียมพร้อมรับมือกับต้นทุนของค่าแรงขั้นต่ำก็ต้องเริ่มต้นทำกันทันทีเช่นกัน ลองดูสิว่า จำนวนของผู้คนกลุ่มไหนที่เราจำเป็นต้องเพิ่มหรือลด และได้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้สามปีห้าปีหรือไม่ สูตรสำเร็จ 8 ประการ ที่เคยแอบจำมาจาก สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ที่ทุกคนมีส่วนร่วมและจำขึ้นใจมาประยุกต์ใช้บอกไว้ว่า “ย้ายบ่อย คอยนาน สต๊อกบาน งานผิด ผลิตเกิน เดิน-เอื้อม-หัน ขั้นตอนไร้ค่า และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรไม่เติมกำลัง”
ในที่นี้ จะกล่าวเฉพาะบางหัวข้อดังนี้ ย้ายบ่อย ในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา การผลิตที่มุ่งเน้นความยืดหยุ่นด้วยการสอนผู้คนให้ทำได้ทุกงานแบบ Multi Skill วันนี้คงต้องย้อนกลับไปใช้แบบ Specialization อีกครั้งเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยด้วยการป้อนงานเดิมๆหรือสินค้าที่ใกล้เคียงกันเพื่อให้เกิดความชำนาญและผลิตได้ทีละมากๆ คอยนาน ในอดีต งานจะถูกส่งต่อแบบผลักไปในขั้นตอนต่อไป วันนี้ระบบ Kamban แบบดึงงาน เรียกหางานจากท้ายกระบวนการจะสร้างผลผลิตให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อต้นทุนต่อหน่วยจะได้ลดลง คล้ายๆ กับการวิ่งผลัดสี่คูณร้อยที่คนรับไม้วิ่งย้อนไปหาคนที่จะส่งไม้ต่อมาให้ ผลิตเกิน สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากคือการอยู่ล่วงเวลาภายใต้อัตราค่าแรงขั้นต่ำที่สูงขึ้น ซ้ำร้ายหากเป็นการอยู่โอทีเพื่อผลิตสินค้าที่มีมากเกินไป ไม่เพียงเป็นการทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างภาระสินค้าคงคลังให้มากเกินความเป็นจริงอีกด้วย เดิน-เอื้อม-หัน หรือแม้แต่การยืนทำงาน คือการศึกษา Motion ในการทำงานเพื่อให้ลดขั้นตอนการผลิต ทำให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นเพื่อมาชดเชยเวลาโอทีที่ต้องลดลง ดังนั้นรายได้รวมของพนักงานจึงไม่ลดลง พนักงานมีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น สร้างทัศนคติใหม่ว่ารายได้เพิ่มด้วยการไม่ต้องอยู่โอที
ขั้นตอนไร้ค่า ลองสังเกตดูว่าในองค์กรมีตำแหน่งไหนที่ทำงานซ้ำซ้อนกันมานานจากระบบต่างๆ ที่กำหนดขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่อดีต เช่น ที่โรงงานมีตำแหน่ง QC อยู่แล้ว แต่ที่คลังสินค้าก็ยังมีทีมงาน QC ชุดใหญ่อีก หรือบ่อยครั้งที่ผู้จัดการคิดงานใหม่ขึ้นมาก็ขอเพิ่มตำแหน่งสำหรับงานใหม่นั้นๆ โดยไม่คิดบูรณาการ ไม่คิดเพิ่มศักยภาพให้กับพนักงานที่มีอยู่แล้ว แต่กลับไปสร้างรอยต่อของการส่งงานให้ต้องเกิดข้อผิดพลาดในการสื่อสารเพิ่มเข้ามาอีก ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรไม่เต็มกำลัง คงจะนานมากแล้วที่ไม่เคยเข้าไปทบทวน Job Description ของพนักงานในแต่ละตำแหน่งที่แปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ จำเป็นหรือไม่ที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจคุณภาพวัตถุดิบที่ส่งตรงมาจากซัพพลายเออร์จะต้องถูกตรวจครบทุกรายทุกกระบวนการด้วยเปอร์เซ็นต์การตรวจแบบเท่าๆ กัน ทั้งๆ ที่ข้อมูลย้อนหลังมีการจัดลำดับซัพพลายเออร์ที่ส่งของเสียของตำหนิมากกว่าน้อยกว่าตามลำดับ
ดังนั้น การบริหารจำนวนคนตามสูตรสำเร็จ 8 ประการ เราจะค้นพบว่า พนักงานกลุ่มใดมีมากหรือน้อยเกินไป และค่อยขยับปรับแต่งให้มีจำนวนที่เหมาะสมที่สุดก็จะสามารถรับมือค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นได้
พ่อค้าแม่ขายทั่วไปตกอกตกใจขึ้นราคาสินค้าเป็น 100% ไม่น่ากลัวเท่าผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการที่รู้หลักการบริหารจัดการ แต่ยังหวังทำกำไรให้มากขึ้นนี่สิ น่ากลัวยิ่งกว่า ยิ่งสินค้าที่ไม่ได้ใช้แรงงานมากมายมาผลิต แต่กลับขึ้นราคาสินค้า ทำให้เงินเฟ้อ กระทบไปในระบบเศรษฐกิจโดยรวม แล้วการปรับสมดุลย์ประเทศไทยของพี่โต้งผมจะสำเร็จได้อย่างไร






