เป็นหนึ่งใน Mega Trend ทั้งเทรนด์ของสังคม และ โอกาสของธุรกิจบริหารจัดการอาคารชุด ในเวลาเดียวกัน เพราะตอนนี้มี 4 เทรนด์ใหญ่ที่กำลังมาชนกัน คือ
ประเทศไทยเข้าสู่ Super-aged Society และคนอยากมีอายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพมากขึ้น (Longevity Trend)
คนแต่งงานน้อยลง และคนโสดเพิ่มขึ้น
ผู้สูงวัยจำนวนมากต้องการใช้ชีวิตอย่างอิสระ (Aging in Place)ไม่อยากย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา
Longevity Economy คนอายุ 60-80 ปี ยังเป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ และยังใช้ชีวิตอย่างอิสระ
จากข้อมูลล่าสุด พบว่าจำนวนผู้สูงวัยที่อยู่คนเดียวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และหน่วยงานรัฐเองก็เริ่มมองว่าโมเดลการดูแลผู้สูงวัยแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป จึงเสนอให้มีรูปแบบที่อยู่อาศัยใหม่ๆ รวมถึงการมีบทบาทของภาคเอกชนมากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ ถ้าพูดเฉพาะ “ผู้สูงวัยโสดที่อยู่คอนโด” งานวิจัยไทยยังมีไม่มากแต่มีข้อมูลหลายชุดที่ต่อกันแล้วเห็นภาพชัดมากขึ้นคือผู้หญิงโสดในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มเลือกอยู่คอนโด เพราะตอบโจทย์ความสะดวก ปลอดภัย และเดินทางสะดวก
งานวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่ากลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากทัศนคติของผู้หญิงโสดอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปต่อการอยู่อาศัยในคอนโดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จากวิทยานิพนธ์ ปี 2563 โดย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำรวจผู้หญิงโสดที่อาศัยอยู่คนเดียวในคอนโด 1,143 คน เพราะปัญหาหลักของการอยู่คนเดียวคือ กรณีเจ็บป่วย มีนิติฯ พึ่งพาได้ หรือหากต้องซ่อมแซมห้อง ก็มีคนให้คำปรึกษา หรือกรณีต้องไหว้วานเรื่องขนของ
และกลุ่มที่อายุมากจะใช้พื้นที่ส่วนกลางมากกว่าคนอายุน้อย ซึ่งผู้ที่อยู่อาศัยคนเดียวไม่ได้ต้องการเพียงที่พัก แต่ต้องการบริการและชุมชนที่ช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เมื่อคนกลุ่มนี้มีอายุมากขึ้น ก็มีโอกาสสูงที่จะยังคงอาศัยอยู่ในคอนโดเดิม หรือย้ายไปคอนโดที่เหมาะกับวัยเกษียณ มากกว่าจะกลับไปอยู่บ้านเดี่ยว
มีงานวิจัยอีกชิ้นที่น่าสนใจชื่อ Senior Condominium Choice for Low-to Mid-Income Future Elderlies ตีพิมพ์ใน International Real Estate Review ปี 2022 ศึกษาคนอายุ 50-59 ปี ข้อค้นพบสำคัญคือ คนกลุ่มนี้ยังต้องการอยู่ในเมือง ในคอนโดที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตวัยเกษียณ และสิ่งที่ให้ความสำคัญมากคือ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อมการเข้าถึงบริการ ชุมชน การดูแลเมื่อใช้ชีวิตคนเดียว ฯลฯ
ความท้าทายของ “Senior Solo (Older adults living alone in condominiums) Condo”
งานวิจัยหลายชิ้นในไทยพบว่า ผู้สูงวัยที่อยู่คนเดียวไม่ได้แปลว่าไม่มีความสุขเสมอไปแต่กลุ่มที่ไม่มีลูกหรือไม่มีเครือข่ายช่วยเหลือ จะมีความเปราะบางมากกว่า ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการเข้าถึงการดูแลเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ดังนั้น ความต้องการของคนกลุ่มนี้จึงต่างจากลูกบ้านทั่วไป เช่น
ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินภายในห้อง
เจ้าหน้าที่นิติบุคคลที่สังเกตความผิดปกติของลูกบ้านได้
ลิฟต์และพื้นที่ส่วนกลางที่เป็น Universal Design
Comunity ที่ช่วยลดความเหงา
Telemedicine หรือการเชื่อมต่อโรงพยาบาล
บริการแม่บ้าน ช่าง และผู้ช่วยรายวัน
ระบบส่งยา ส่งอาหาร หรือผู้ช่วยซื้อของ
นี่อาจเป็น “Competitive Advantage” ของธุรกิจบริหารจัดการอาคารชุดก็ได้ และนิติบุคคลฯ จะเพิ่มหน้าที่จาก “ผู้ดูแลชุมชน” เป็น “ผู้ดูแลคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย” อีกด้วย
ตัวอย่างบริการที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น Senior ConciergeDaily Check-in ผ่านแอปหรือ AINeighbor Care Program สร้างเครือข่ายเพื่อนบ้านช่วยกันสังเกตุHealth Partner กับโรงพยาบาลใกล้เคียงEmergency Contact Dashboardกิจกรรมสำหรับลูกบ้านที่อยู่คนเดียว เช่น Coffee Morning, Book Club หรือชมรมออกกำลังกายเบาๆ การส่ง message ทักทายยามเช้า
สอดคล้องกับการบริหารอาคารชุดอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในส่วนของ P:People เพราะไม่ได้พูดแค่เรื่องการบริหารจัดการอาคารชุด แต่พูดถึง“คุณภาพชีวิตของลูกบ้าน” ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญในอีก 10-20 ปี ข้างหน้า และยังเชื่อมโยงกับแนวคิด ESG, Well-being และการสร้างชุมชนในคอนโดได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ในช่วง 3-5 ปี ที่ผ่านมา ธุรกิจบริหารจัดการอาคารชุดฯ ได้พูดถึงเรื่อง Smart Building กันมากพอควร แต่สิ่งที่ผู้สูงวัยอาจต้องการมากกว่า คือ“Caring Building”
อาคารอาจไม่ต้องฉลาดที่สุด แต่ควรทำให้คนที่อยู่ข้างในรู้สึกว่า...
“ถ้าวันหนึ่งฉันล้มลง จะมีคนรู้”
“ถ้าวันหนึ่งฉันเหงา จะยังมีชุมชนให้เดินออกไปเจอ”
“และถ้าวันหนึ่งฉันแก่ลงฉันยังใช้ชีวิตที่นี่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี”
“เพราะท้ายที่สุด คุณค่าของการอยู่อาศัย อาจไม่ได้วัดจากสิ่งอำนวยความสะดวกที่มากที่สุด แต่วัดจากความอุ่นใจที่ยั่งยืนที่สุด”


