วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'Cash is King'

'Cash is King'

“Revenue is vanity, profit is sanity, but cash is king.” รายได้คือความภูมิใจ กำไรเป็นเรื่องสมเหตุสมผล แต่เงินสดคือทุกสิ่ง เป็นคำกล่าวของ Alan Miltz ผู้ก่อตั้ง Cash Flow Story บริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับซอฟต์แวร์และเครื่องมือวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Analysis Software) และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและกูรูธุรกิจชาวออสเตรเลียที่พูดถึงแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจเมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤติ...

คำกล่าวนี้ยังคงทรงพลังอย่างยิ่งในห้วงเวลาปัจจุบัน เมื่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งแรงกระเพื่อมมาสู่ราคาพลังงานโลกกดดันต้นทุนของธุรกิจทุกภาคส่วน ในขณะที่สถานการณ์ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนว่าจะสิ้นสุดลง

บริหารต้นทุน-รักษากระแสเงินสด-สร้างโอกาสทางธุรกิจ

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ธุรกิจที่มีความสามารถในการบริหารกระแสเงินสดเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน ขยายงาน และสร้างโอกาสในการขับเคลื่อนธุรกิจ จึงเป็นหัวใจสำคัญท่ามกลางวิกฤติ แนวทางการบริหารธุรกิจให้มี “กระแสเงินสด” ที่เพียงพอจึงต้องเปลี่ยนผ่านจากการวางกลยุทธ์ธุรกิจที่มุ่ง “เน้นการเติบโต” (Growth Strategy) มาสู่กลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับ “การบริหารจัดการต้นทุน - รักษากระแสเงินสด - สร้างโอกาสทางธุรกิจ” (Cost Optimization, Cash Flow Targets and Strategic Opportunities) เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวข้ามผ่านภาวะวิกฤติครั้งนี้ ซึ่งมีต้นตอมาจากต้นทุนในการดำเนินงานที่สูงขึ้น (Cost Push) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับภาคการผลิต การบริหารจัดการโครงสร้างต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง ให้เพียงพอต่อการผลิต โดยการสต็อกวัตถุดิบล่วงหน้าในราคาที่ควบคุมได้ เพื่อให้สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

LPN : กลยุทธ์ต้นทุน AI และความยืดหยุ่นเชิงรับ-เชิงรุก

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่าง บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) การบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพคือการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และคู่ค้า โดยการสต็อกวัสดุก่อสร้างล่วงหน้าในราคาที่ควบคุมได้ เพื่อให้เพียงพอกับการก่อสร้างโครงการจนสามารถส่งมอบให้กับลูกค้าได้ตามสัญญา 

นอกจากนี้ LPN ยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการบริหารจัดการต้นทุน พัฒนาระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CEM) งานขาย และเครื่องมือสำหรับนักลงทุน ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ข้อมูลตลาดแบบ Real-time ตัดสินใจได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้นในภาวะที่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุน การวางแผนธุรกิจอย่างมีความยืดหยุ่น (Resilience) ถือเป็นสิ่งจำเป็น 

ในสถานการณ์ปกติ องค์กรวางแผนธุรกิจ 1-3 ปี แต่เมื่อเผชิญกับความเสี่ยงในปัจจุบัน ต้องมีการประเมินและปรับเปลี่ยนแผนตามสถานการณ์แบบเดือนต่อเดือน LPN จึงดำเนินทั้งแผนเชิงรับและเชิงรุกควบคู่กัน เพื่อรักษากระแสเงินสดและสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ไปพร้อมๆ กัน

“เราไม่สามารถทำแผนระยะยาวแล้วเพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นที่เกิดขึ้นได้ ช่วงเวลานี้จึงต้องให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยใช้ข้อมูล (Big Data) ในการประเมิน และวางแผนธุรกิจในระยะสั้นเพื่อนำไปสู่เป้าหมายในระยะยาว”

การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการ “กระแสเงินสด” ขององค์กร เป้าหมายที่แท้จริงคือการมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะเผชิญหน้ากับความเสี่ยงทางธุรกิจ และยังมีทรัพยากรเหลือเพียงพอสำหรับการสร้างโอกาสท่ามกลางวิกฤติ “ถึงแม้จะมีวิกฤติ แต่ท่ามกลางวิกฤติ เราสามารถแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้เสมอ”

โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับกำลังซื้อที่ชะลอตัว จากสถาบันการเงินที่เข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง LPN จึงปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง (Recurring Income) ทั้งจากธุรกิจด้านบริการและการปล่อยเช่า เพื่อสร้างสมดุลระหว่างรายได้ประจำและรายได้จากการขาย ให้พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา กลยุทธ์นี้ไม่ใช่แค่การ “หนีการแข่งขัน” แต่คือการสร้างฐานรายได้ที่มีความแข็งแกร่งและคาดการณ์ได้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารกระแสเงินสดในระยะยาว

ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมสะท้อนให้เห็นชัดเจน ปัจจุบัน LPN มีพอร์ตสำหรับปล่อยเช่ามากกว่า 2,000 ยูนิต โดยมีอัตราการเช่า (Occupancy Rate) สูงเกือบ 100% ประกอบด้วยผู้เช่าชาวไทยกว่า 75% และชาวต่างชาติ 25% ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานหรือลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์

นอกเหนือจากการขยายฐานผู้เช่าต่างชาติแล้ว LPN ยังขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย ไปสู่กลุ่มนักลงทุนที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อปล่อยเช่า โดยได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 6-8% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจากสถาบันการเงินอย่างมีนัยสำคัญ LPN ใช้แนวทาง “ขายพร้อมหาผู้เช่า” ซึ่งช่วยกระตุ้นยอดขาย เพิ่มกระแสเงินสด และยังเป็นการบริหารสินค้าคงเหลือ (Inventory) ให้มีประสิทธิภาพไปพร้อมกัน แนวทางดังกล่าวสามารถนำไปปรับใช้ได้ในธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องการสร้างสภาพคล่องทางการเงินในสภาวะที่ตลาดชะลอตัว

“ภายใต้สถานการณ์วิกฤติ ทุกองค์กรต้องปรับเปลี่ยนให้เร็วตามความผันผวนของเศรษฐกิจ (Economy of Speed) โดยหาบริบทที่เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเอง สำคัญที่สุดคือ การบริหารกระแสเงินสดของธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ เพราะ Cash is King คือการมีเงินสดที่เพียงพอ และคือที่สุดของการบริหารองค์กรให้ก้าวข้ามวิกฤติ”