การขับเคลื่อนโครงการ ‘คนละครึ่งเฟส 2’ ด้วยเม็ดเงินที่คาดว่าจะมีขนาดใกล้เคียงกับเฟสแรกคือ กว่า 4 หมื่นล้านบาท โดยรัฐบาลกำหนดจะเริ่มต้นโครงการได้ในเดือนมกราคม 2569
แม้จะมีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการ เร่งเดินหน้าให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเร็วที่สุดเพื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แต่คำถามสำคัญที่นักวิเคราะห์ และผู้ประกอบการต่างจับตาก็คือ โครงการนี้จะสามารถแปรสภาพไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงเครื่องมือพยุงกำลังซื้อในระยะสั้นที่รอวันหมดอายุไปตามวงเงินที่จำกัดเท่านั้น
พ่วงด้วยความกังวลถึงที่มาของงบประมาณโครงการใหม่นี้ที่มาจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน และจำเป็นเร่งด่วนปี 2569 ที่ปัจจุบันคงเหลืออยู่ประมาณ 7 หมื่นล้านบาทบางส่วน และเงินคงเหลือจากโครงการ คนละครึ่งเฟส 1 ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดคาดว่าจะเสร็จภายในเดือนธันวาคม นี้ ที่สะท้อนให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาลในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างยิ่งยวด
มองในแง่ของการสร้าง แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจโครงการที่มีขนาด 40,000 กว่าล้านบาท ย่อมสร้างอุปสงค์เทียม (Artificial Demand) ต่อระบบเศรษฐกิจในภาวะชะลอตัวได้ ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าจะผลักดันให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด ทว่า เม็ดเงินจำนวนนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการหมุนเวียนต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทานได้จริงมากน้อยเพียงใด หากร้านค้า และผู้ประกอบการฐานรากยังขาดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่การเปลี่ยนเม็ดเงินกระตุ้นระยะสั้น ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่แท้จริง
ซึ่งต้องอาศัยการเร่งรัดการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด เพื่อเสริมแรง โครงการ"คนละครึ่งเฟส 2"
การยกระดับโครงการคนละครึ่งให้ดีกว่าเพียงแค่พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น รัฐบาลต้องเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการร้านค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจฐานราก เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น แทนที่จะเป็นเพียงการอุดหนุนการบริโภคทั่วไปเท่านั้น การเดินหน้าคนละครึ่งเฟส 2 จึงเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของทีมเศรษฐกิจอย่างสูงยิ่ง
เพราะความสำเร็จไม่ได้วัดที่ตัวเลขการใช้จ่าย 4 หมื่นล้านบาทเท่านั้น แต่ต้องทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างการอัดฉีดเงินโดยตรงกับการให้ความช่วยเหลือด้านทักษะเฉพาะทาง (Reskill/Upskill) ให้สามารถสร้างวงจรการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจฐานราก และทำให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เข้าสู่ระบบเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการฟื้นตัวอย่างแท้จริงได้หรือไม่ เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี คือการสร้างระบบที่ทำให้เม็ดเงินนั้นสามารถไหลเวียน และสร้างผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืนตลอดไป ไม่ใช่แค่การพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





