วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

อย่าฝากความหวังทั้งหมด ไว้ที่ ‘คนละครึ่ง’

อย่าฝากความหวังทั้งหมด ไว้ที่ ‘คนละครึ่ง’

รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ผลักดันโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นนโยบายเรือธงในช่วง 4 เดือน ก่อนการยุบสภา โดยกำหนดให้เป็น “Quick Big Win” กระตุ้นเศรษฐกิจ

ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 และโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" มีกำหนดการเปิด ลงทะเบียนร้านค้าคนละครึ่ง ไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ต.ค.2568 ส่วนประชาชนรับสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยเริ่มลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.2568 และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.จนถึงเดือน ธ.ค.2568

มาตรการ คนละครึ่งพลัส เมื่อรวมกับการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะครอบคลุมประชากรรวมทั้งสิ้น 33.5 ล้านคน โดยกระทรวงการคลังประเมินว่าจะเข้ามาช่วยเพิ่มกำลังซื้อในช่วงปลายปี และประเมินว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจประมาณ 0.3-0.4% จากเดิมที่หากไม่ทำอะไรเลยเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.3%

และรัฐบาลคาดหวัง คนละครึ่ง พลัส ยังเน้นผลระยะยาว เพิ่มทักษะให้ผู้ค้าเข้าสู่โลกออนไลน์ การทำบัญชีและเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น โดยเรียนรู้ทักษะผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน
    

จุดที่แตกต่างจากโครงการคนละครึ่ง 5 เฟส ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือ การที่รัฐบาลปัจจุบันได้ออกแบบให้ผู้ที่อยู่ในระบบภาษีได้รับเงินสมทบมากกว่า คือ 2,400 บาท ในขณะที่ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีจะได้รับ 2,000 บาท เพื่อเป็นกำลังใจและแสดงให้เห็นว่าการเสียภาษีนั้นได้ประโยชน์ ซึ่งเป็นแนวทางจูงใจให้ประชาชนยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากปัจจุบันมีผู้ยื่นแบบภาษีประมาณ 10 ล้านคน และเข้าเกณฑ์การเสียภาษีประมาณ 4 ล้านคน
    

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือน ก.ย.2568 จัดทำโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงานว่าปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 50.1 เป็น 50.7 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน โดยส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส” ที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน รวมถึงโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ที่พักและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
    
หลายฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่าในระยะสั้นควรมีการเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ โดยโครงการคนละครึ่งพลัสจะมีเงื่อนไขให้เกิดการร่วมจ่ายระหว่างรัฐบาลและประชาชนทำให้มีเม็ดเงินใช้จ่ายหมุนเวียนมากขึ้น ซึ่งแม้รัฐบาลจะคาดหวังว่า Quick Big Win จะเป็นแนวนโยบายที่ทำในระยะสั้นแต่มีผลในระยะยาวด้วย แต่จำเป็นที่รัฐบาลต้องมองแนวทางอื่นที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบที่สนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น