วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569

Login
Login

‘เอกชน’ ปาดเหงื่อเมื่อ ‘เงินบาท’ ผันผวนหนักขึ้น

‘เอกชน’ ปาดเหงื่อเมื่อ ‘เงินบาท’ ผันผวนหนักขึ้น

เป็นอีกหนึ่งปีที่ “ภาคธุรกิจ” บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า “เหนื่อย” โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งปี 2567 ถือเป็นปีที่ “เงินบาท” ผันผวนหนักขึ้นกว่าทุกๆ ปี

...จะเห็นว่าปีนี้(2567) เงินบาทมีกรอบการเคลื่อนไหวที่กว้างมากถึง 4.81 บาทต่อดอลลาร์ หรือมีกรอบการเคลื่อนไหวในระดับ 32.29 - 37.10 บาทต่อดอลลาร์ คิดเป็นส่วนต่างถึง 15% โดยช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าสุดในปีนี้(37.10 บาทต่อดอลลาร์) เกิดขึ้นในเดือนเม.ย.2567 ส่วนช่วงที่เงินบาทแข็งค่าสุดของปี(32.29 บาทต่อดอลลาร์) อยู่ในเดือนก.ย.2567 จะเห็นว่าเพียงแค่ 5 เดือนเท่านั้น เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาถึง 15% ความผันผวนในระดับนี้คงยากที่จะมีผู้ประกอบการรายไหนปรับตัวรับมือได้ทัน

ถ้าเทียบการเคลื่อนไหวของเงินบาทกับภูมิภาค แม้จะมีทิศทางสอดคล้องกัน คือ แต่ระดับ “ความผันผวน” ของเงินบาทดูจะแซงหน้าหลายประเทศไปแล้ว ข้อมูลที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยในรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2567 ซึ่งเป็นการหยิบข้อมูลจาก  Bloomberg มาเปิดเผย พบว่า ค่าความผันผวน(implied volatility) ของเงินบาทในเดือนมิถุนายน กันยายน และ ตุลาคม มีความผันผวนในระดับ 4.75 , 10.63 และ 10.35 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค จะเป็นรองก็เพียง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ อินโดนีเซีย 

นอกจากนี้ค่าความผันผวนดังกล่าวยังสูงขึ้นมากในช่วงเดือนกันยายน 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่ปัจจัยในประเทศสนับสนุนให้เกิดเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าตลาดทุนไทย ได้แก่ ความชัดเจนทางการเมืองหลังการจัดตั้งรัฐบาล และการเสนอขายหน่วยลงทุนกองทุนวายุภักษ์ ส่วนแนวโน้มเงินบาทช่วงที่เหลือของปี 2567 ทาง สศช. ประเมินว่า จะมีความผันผวนในระดับสูงต่อเนื่อง จากความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะนโยบายทางการค้าที่จะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐ รวมทั้งนโยบายเศรษฐกิจของไทยด้วย

เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวและเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มว่าจะผันผวนมากยิ่งขึ้น สศช. แนะนำว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมให้ภาคส่วนต่างๆ เข้าถึงเครื่องมือทางการเงินและมีทางเลือกการลงทุน เพื่อช่วยบริหารจัดการและป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนให้ทั่วถึง เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs สามารถบริหารจัดการการเงินและวางแผนการผลิตให้เหมาะสมกับประเภทและขนาดของธุรกิจได้

เราเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็น เพราะผลดำเนินงานของหลายบริษัทในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา สะท้อนเชิงลบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ยิ่งในอนาคตรัฐบาลใหม่ของสหรัฐภายใต้การนำโดยประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ความไม่แน่นอนทางด้านเศรษฐกิจและการค้าจะพุ่งสูงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนย่อมต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และหากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ยังยอมปล่อยให้เงินบาทผันผวนเพิ่มขึ้น การเตรียมพร้อมของเหล่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนก็ควรต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้นตามไปด้วย